Social Icons
ข้ามไปยังเนื้อหา
หมาดื้อ คำพูดที่พาไปสู่ทางตัน
เข้าใจหมา

หมาดื้อ คำพูดที่พาไปสู่ทางตัน

อ่าน 7 นาที โดย
สารบัญ (8 หัวข้อ)

หมาดื้อไม่ใช่นิสัยติดตัว แต่คือคำที่พาเราสู่ทางตัน 5 กลไกที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำว่าดื้อ และวิธีอ่านพฤติกรรมหมาให้ชัดขึ้น

เวลาที่เราพูดว่า”หมาดื้อ” มันแปลว่าอะไรกันแน่ ? หลายคนใช้คำนี้ด้วยความท้อ บางคนใช้เพื่อบอกผมว่าเคสนี้เขายาก แต่ทุกครั้งที่ผมเจอ”หมาดื้อ” ผมก็พบว่าปัญหาไม่เคยอยู่ที่หมา แต่ปัญหาอยู่ที่คำนี้

เพราะคำว่าดื้อนั้นครอบคลุมจักรวาล เมื่อเราใช้คำนี้มันทำให้เราคิดไปว่าปัญหาคือตัวหมาเองที่รู้แล้วว่าควรทำอะไร แต่เลือกจะไม่ทำ เลือกจะต่อต้านโดยไม่มีเหตุผลนอกจาก “ดื้อ” โดยไม่ตรวจสอบสาเหตุอื่นเมื่อเราเชื่อตามนี้ วิธีแก้ก็เหลือทางเดียวคือ บังคับให้เขาเลือกทำ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความพัง (หมาบางตัวไม่ใช่ดื้อ แค่หมดความสนใจในเจ้าของ เป็นอีกมุมที่เกี่ยวกัน)

“ดื้อ” ไม่ใช่พฤติกรรม แต่เป็นการปรักปรำ

คำว่าดื้อ เกเร แกล้ง แก้แค้น น้อยใจ งอน รู้ผิด ทุกคำมีรูปแบบเดียวกัน — มันบรรยายเจตนาของหมา ไม่ใช่การกระทำของหมา และการบรรยายเจตนาตั้งอยู่บนสมมติฐานสามข้อ:

  1. หมาเข้าใจว่าอะไรถูกอะไรผิด
  2. หมาตั้งใจเลือกที่จะไม่ทำ
  3. หมามีแผนการต่อต้านเรา

สามข้อนี้ไม่ตรงกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมองหมาในตอนนี้

หมาอ่านสีหน้าและน้ำเสียงเราได้ดีมาก หมาจำเหตุการณ์ระยะสั้นได้ แต่ไม่มีความสามารถวางแผนแก้แค้นที่ต้องอาศัยการคิดเรื่องอนาคต ไม่มีความตระหนักรู้ในตัวเอง (self-awareness) ในระดับที่จะคิดได้ว่า “เมื่อกี้ฉันทำผิด” และไม่มีระบบศีลธรรมที่ทำให้รู้สึกผิดต่อการกระทำของตัวเอง (Fugazza et al., 2020)

“สีหน้ารู้สึกผิด” ที่เราเห็นทุกครั้งหลังหมาทำของเสียคืออะไร? Alexandra Horowitz จาก Barnard College ทดลองในปี 2009 โดยให้ข้อมูลเท็จกับเจ้าของ บอกว่าหมาทำผิดทั้งที่จริง ๆ เชื่อฟัง ผลคือ หมาที่ไม่ได้ทำผิดแต่ถูกดุ แสดงสีหน้า “รู้สึกผิด” มากกว่าหมาที่ทำผิดจริงแต่ได้รับคำชม สีหน้านั้นไม่ใช่การสารภาพบาป มันคือ Appeasement Behavior — สัญญาณยอมแพ้ที่หมาตอบสนองต่อสีหน้าและน้ำเสียงโกรธของเราในเวลานั้น (Horowitz, 2009; ทดลองซ้ำโดย Hecht และคณะ, 2012 และ Ostojić และคณะ, 2015 ได้ผลตรงกัน)

หมาไม่ได้คิดว่า “กี่ชั่วโมงก่อนฉันแอบกินขนม ตอนนี้เจ้าของกลับมาแล้วโกรธ คงเพราะเรื่องนั้น” หมาคิดว่า “ท่าทางมนุษย์ตอนนี้น่ากลัว ฉันต้องส่งสัญญาณยอมแพ้” แน่นอนว่าสองเรื่องนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง (เคยเขียนเรื่องนี้ละเอียดไว้ที่ หมางอนหรือเราคิดไปเอง)

ลึกกว่าคำว่าดื้อ คือ 5 สาเหตุที่เราแก้ได้

เมื่อเราเอาคำว่าดื้อออก สิ่งที่เหลืออยู่คือสาเหตุข้อใดข้อหนึ่งใน 5 ข้อนี้

1. เรายังไม่เคยสอนหมา

หลายบ้านบอกว่าสอนเท่าไหร่ก็ไม่จำ แต่นี่คือวิธีการสอน “บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเห่า เข้าใจไหม ถ้าเห่าอีกจะไม่ให้ขนมแล้วนะ”

หมาไม่เข้าใจภาษาคน หมาเข้าใจน้ำเสียง อ่านท่าทาง และเชื่อมโยงผลที่ตามมาทันทีกับการกระทำของตัวเองได้ แต่ไม่เข้าใจคำขู่ ไม่เข้าใจการต่อรอง สิ่งที่หมาได้ยินคือเสียงตึงของเรา เห็นนิ้วชี้ที่ชี้มา และเดาไม่ออกว่าตอนนี้ต้องทำอะไร ไม่มีการบอกที่หมาเข้าใจ ไม่มีรางวัล ไม่มีการบอกว่าทำอะไรแทนได้

วันรุ่งขึ้นหมาเห่าอีก เพราะเขาไม่เคยถูกสอนว่าจะทำอะไรแทนการเห่า และเราคิดว่าหมาดื้อสอนไม่จำ แต่สำหรับหมาเราไม่เคยสอน

ก่อนตัดสินว่าหมาไม่เชื่อฟัง — ถามตัวเองดูว่าเราเคยสอนเรื่องนี้ด้วยวิธีที่หมาเข้าใจไหม หรือเราคิดว่าเขาจะเข้าใจภาษาคน ถ้าคำตอบคือ “ไม่” หมาไม่ได้ดื้อ แต่เรายังไม่ได้สอน

2. หมากลัวหรือเครียดเกินกว่าจะทำได้

ถ้าเราสอนหมาแล้ว อยู่ในบ้านบอกให้นั่งก็นั่ง เรียกให้หมาก็หมา แต่ออกนอกบ้านไม่สนใจ ไม่ฟัง ไม่เอาอะไรเลย สาเหตุไม่ใช่ดื้อ แต่สมองเขาไม่ทำงาน

เมื่อ ฮอร์โมนความเครียด ในสมองหมาขึ้นสูง ระบบเรียนรู้จะปิดตัวเองชั่วคราว เป็นกลไกการอยู่รอดของสัตว์ทุกชนิด — สมองส่วนที่จัดการภัยคุกคามมีลำดับเหนือกว่าสมองส่วนที่จดจำการเรียนรู้

หมาที่เรียกกลับมาไม่ได้เพราะมีแมวกำลังวิ่งผ่าน หมาที่ไม่กินขนมในที่ใหม่ หมาที่หูพับแน่นแล้วเดินไม่ยอมไปต่อ — นี่ไม่ใช่ดื้อ นี่คือสมองหมากำลังอยู่ในโหมดวิกฤติ และใช้การไม่ได้ ในสถานการณ์แบบนี้เรากำลังให้เขารับมือสิ่งที่เขาทำไม่ได้ ทางออกที่ดีที่สุดคือพาเขาออกจากสถานการณ์นี้ และเริ่มต้นใหม่ด้วยการค่อย ๆ ไล่ระดับความยากขึ้นไปทีละนิด

3. หมาตื่นเต้นเกินไป

ภาวะตรงข้ามของกลัวแต่ผลคล้ายกัน — สมองส่วนความคิดปิดตัว หมาที่กระโดดใส่แขกแม้รู้จักว่า “นั่ง” แปลว่าอะไร นี่ก็ไม่ใช่ความดื้อ พลังงานในตัวเขามากเกินกว่าระบบยับยั้งจะคุมไหว

4. หมาคิดว่าไม่คุ้ม

ฝึกหมาไม่ใช่ฝึกการเชื่อฟัง — ฝึกหมาคือออกแบบว่าทำพฤติกรรมไหนคุ้มกว่า หมาที่เห็นหมาอีกตัวบนถนนแล้วไม่ยอมกลับมาหา ไม่ใช่ดื้อ เขากำลังบอกว่าการกลับมาหาเราตอนนี้สู้ความน่าตื่นเต้นของหมาอีกตัวไม่ไหว

นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของหมา นี่คือข้อมูลว่าตัวเรายังไม่น่าสนใจพอ หรือสภาพแวดล้อมยังยากเกินกำลังของเขาในตอนนี้ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการพยายามใช้ขนมล่อเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าบ่อย ๆ แทนการฝึกให้หมาอยากอยู่ใกล้ และฝึกให้เขาทำสิ่งที่เราบอกด้วยตัวเอง

5. เราลงโทษหมาโดยไม่รู้ตัว หรือการฝึกขัดกันเอง

หมาที่เรียกแล้วไม่มา ส่วนมากเคยมีประสบการณ์ว่ามาแล้วโดนดุ เพราะมาช้าหรือต้องเรียกซ้ำหลายรอบ หมาเพราะไม่เข้าใจเงื่อนไขซับซ้อน ทำให้หมาเข้าใจเป็นว่าการมาหาเจ้าของจะโดนลงโทษ ทำให้เขาลังเลที่จะมาหา และมาช้า หรือเลิกหมาเมื่อโดยเรียก และกลายเป็น “หมาดื้อ”

หรือหลายกรณีที่มาแล้วถูกพาออกจากที่กำลังสนุก เช่น พาไปเล่นที่ Dog park พอจะกลับแล้วเราก็เรียกมาหา จนทำให้การกลับมาหาเจ้าของ =หมดสนุก เรียกว่ากลายเป็นการลงโทษอีกรูปแบบของการกลับมา

สาเหตุเหล่านี้ทำให้วันหนึ่งหมาไม่อยากตอบสนองการเรียกหมา ไม่ใช่เพราะหมาดื้อ คือเขากำลังหลีกสิ่งไม่ดี

หมาดื้อ — แปลคำกว้าง ๆ ให้เป็นพฤติกรรมที่ฝึกได้

แทนที่จะมองว่าหมาดื้อยังไง ให้ลองเช็คสามคำถามนี้กับตัวเองทีละข้อครับ

  1. เมื่อไหร่ — สถานการณ์ไหนที่พฤติกรรมนี้เกิดขึ้น? ที่บ้านอย่างเดียว? ตอนมีคนแปลกหน้า? ตอนเสียงดัง? ระหว่างเดินนอกบ้าน?
  2. หมาทำอะไร — เวลาที่เราคิดว่าหมาดื้อนั้น ท่าทางหมาเป็นยังไง หูตำแหน่งไหน? หางตำแหน่งไหน? ตัวแข็งหรือนิ่ง? เคลื่อนไหวยังไง?
  3. อะไรเกิดก่อน อะไรเกิดหลัง — ก่อนพฤติกรรมมีสิ่งใดเปลี่ยนในห้อง? เราพูดอะไร? หลังพฤติกรรม หมาได้อะไร — ขนม? ความสนใจ? พ้นจากสถานการณ์? เสียงดุ?

ทดลองดู:

  1. “หมาดื้อมาก”“เมื่อมีหมาตัวอื่นเดินผ่านในระยะ 5 เมตร หมาจะหยุดเดิน ตัวแข็ง หูพับครึ่ง และไม่ตอบสนองต่อชื่อแม้เรียกซ้ำ”
  2. “หมารู้แต่แกล้ง”“หลังจากที่หมาแอบกินขนมบนโต๊ะ พอเราเดินเข้าห้องด้วยน้ำเสียงตึง หมาแสดงสีหน้ายอมแพ้”

การคิดแบบแรกพาเราสู่ทางตันที่หมารับจบ “หมาก็เป็นแบบนี้แหละ” แต่เมื่อเราอธิบายได้ชัดเจนขึ้นเราจะเริ่มเห็นว่า

  1. ระยะ 5 เมตรคือเกินขีดจำกัดที่หมาคิดได้ ลองเริ่มฝึกที่ 10 เมตร
  2. สีหน้าที่เราคิดว่าสำนึกคือหมาที่หงอยเพราะเราดูน่ากลัว ไม่ใช่สำนึกว่าแอบกินขนม

การเรียกหมาว่าดื้อ ทำให้หมาดื้อจริง ๆ ได้ยังไง ?

เมื่อเราเชื่อว่าหมาดื้อ พฤติกรรมของเราเปลี่ยนทันที โดยที่เราไม่รู้ตัว เราใช้น้ำเสียงตึงขึ้น เราดึงสายจูงแน่นขึ้นเล็กน้อยตอนเข้าใกล้สถานการณ์ที่คาดว่าหมาจะ “ดื้อ” เรากดดันให้เร็วขึ้นแทนที่จะรอ เราหยุดให้รางวัลเมื่อหมาทำถูก เพราะคิดว่า “เขาควรทำได้อยู่แล้ว” และเรายอมแพ้เร็วขึ้นเมื่อหมาไม่ตอบสนอง

ผลคือ หมาจริง ๆ เริ่มแสดงพฤติกรรมที่เราตั้งชื่อให้ — เพราะร่างกายเครียดของเราส่งสัญญาณผ่านสายจูงและกลิ่น มีงานวิจัยที่วัดได้ว่าระดับฮอร์โมนความเครียดของเจ้าของและหมาสัมพันธ์กันในระยะยาว — เพราะรางวัลที่หายไปทำให้พฤติกรรมที่ดีค่อย ๆ ลดลง และเพราะการกดดันสร้างความเครียดที่ทำให้หมาเรียนรู้ได้น้อยลงไปอีก

เมื่อวงจรการเรียนรู้ปิด หมาที่เราเรียกว่าดื้อ กลายเป็นหมาที่ดื้อจริง ๆ ไม่ใช่เพราะนิสัย แต่เพราะป้ายที่เราติด

วงจรนี้ในงานวิจัยพฤติกรรมมนุษย์เรียกว่า Pygmalion Effect — เด็กที่ครูเชื่อว่า “ฉลาด” ทำคะแนนสูงขึ้นจริง โดยที่ครูไม่ได้รู้ตัวว่าได้เปลี่ยนวิธีสอน Schoon และคณะ (2022) สังเกตปรากฏการณ์เดียวกันในการฝึกลูกหมาทำงาน ลูกหมาที่ผู้ฝึกคาดหวังว่าจะออกมาดี สอบผ่านมากกว่ากลุ่มอื่น ทั้งที่ความแตกต่างที่แท้จริงคือความคาดหวังของผู้ฝึก ไม่ใช่ตัวลูกหมา (เคยเขียนเรื่อง ฝึกเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง? แก้ที่ Mindset ไว้เป็นโครงเดียวกัน)

หมาดื้อขึ้นตอนอายุ 4-5 ปี” พบบ่อย แต่ไม่ใช่เพราะอายุ

มีรูปแบบหนึ่งที่เห็นบ่อยมาก เจ้าของบอกว่าหมาตอนเด็กฝึกง่าย พออายุ 4-5 ปีกลับยิ่งฝึกยิ่งแย่ ดื้อขึ้นเรื่อย ๆ

สาเหตุไม่ใช่อายุ และไม่ใช่หมาเปลี่ยน สาเหตุที่พบบ่อยกว่าคือ ช่วงลูกหมา เจ้าของลงเวลาฝึกมาก พออายุมากขึ้น หยุดฝึก แต่คาดหวังว่าหมาจะ “จำได้” สถานการณ์ที่ฝึกไม่เคย generalize ฝึก sit ในห้องครัวหนึ่งร้อยครั้ง แต่ไม่เคยฝึกในที่ที่หมาตื่นเต้นจริง ๆ ในระหว่างทาง หมาเรียนรู้ว่ามีพฤติกรรมอื่นที่ได้ผลดีกว่า — กระโดดได้ความสนใจ เห่าได้พ้นจากสิ่งที่ไม่ชอบ ลากสายจูงได้ไปข้างหน้า และที่สำคัญที่สุด ตอนหมาทำได้เราหยุดให้รางวัล เพราะคิดว่า “เขาควรทำอยู่แล้ว”

หมาไม่ได้กลายเป็นหมาคนละตัว หมาแค่กำลังตอบสนองต่อสภาพการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป ถ้าฝึกใหม่ด้วยรางวัลและการ generalize อย่างจริงจัง หมาส่วนใหญ่กลับมาตอบสนองได้ในไม่กี่สัปดาห์ ไม่ใช่ลักษณะติดตัวถาวรอย่างที่ป้ายทำให้เราเชื่อ (ทำไมหมาถึงไม่อยากฝึก — วิทยาศาสตร์เบื้องหลังที่เจ้าของควรรู้ ขยายประเด็นรางวัลและแรงจูงใจไว้ละเอียดกว่านี้)

ป้ายที่เราติดให้หมา กำหนดว่าเราจะลองวิธีไหน

ในงานวิจัยที่สำรวจเจ้าของหมา 140 ครอบครัวที่นำหมามาปรึกษาเรื่องพฤติกรรม Herron, Shofer & Reisner (2009) พบรูปแบบที่ตรงไปตรงมา เจ้าของที่ใช้คำว่าหมา “ข่ม” หรือ “ดื้อ” มักเลือกวิธีการลงโทษทางกาย และวิธีเหล่านั้นทำให้หมากัดตอบในอัตราที่สูงมาก — ตี/เตะ 43% จับกดลงพื้นแบบ Alpha Roll 31% จ้องหน้ากดดัน 30% เขย่าคอ 26% (ทฤษฎีเบื้องหลังป้ายนี้ — และเหตุผลที่มันผิด — อยู่ในบทความ แกล้งเป็นหมาเพื่อฝึกหมาได้ไหม)

ในทางตรงข้าม วิธีฝึกที่ใช้รางวัลทำให้หมาแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวเพียง 0-6%

ป้ายที่เราติดให้หมา จึงไม่ใช่แค่เรื่องการเลือกใช้คำ มันคือสิ่งที่กำหนดว่าเราจะลองวิธีไหนเป็นอันดับแรก และวิธีที่เลือกจากป้าย “ดื้อ” หรือ “ครอบงำ” คือวิธีที่เพิ่มความเสี่ยงในการถูกกัด ตัดความไว้ใจระหว่างเรากับหมา และทำให้ปัญหาพฤติกรรมเดิมหนักขึ้นอีก

หมาบางสายพันธุ์ “ดื้อ” ด้วยพันธุกรรมจริงไหม ?

สายพันธุ์มีผลต่อพฤติกรรมจริง MacLean และคณะ (2019) วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมจากหมา 14,000 ตัว 101 สายพันธุ์ และพบความสามารถสืบทอดทางพันธุกรรมในลักษณะนิสัย 14 ข้อ — รวมถึง trainability หรือความง่ายในการฝึก

แต่ส่วนที่สำคัญสำหรับการฝึกหมาคือ หมาตัวที่อยู่ตรงหน้าเรา Morrill และคณะ (2022) ทำการศึกษาขนาดใหญ่กว่ามากโดยถอดรหัสพันธุกรรมหมา 2,155 ตัวและสำรวจเจ้าของ 18,385 ครอบครัว ผลคือ สายพันธุ์อธิบายความแปรผันของพฤติกรรมในระดับหมาตัวต่อตัวได้เพียง 9% เท่านั้น 91% ที่เหลือมาจากปัจจัยอื่น — ประสบการณ์ การฝึก สิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์กับเจ้าของ

แปลความ สายพันธุ์เป็นแนวโน้มทางสถิติโดยรวม ไม่ใช่ขีดจำกัดจริงของหมาตัวใดตัวหนึ่ง Shiba Inu โดยเฉลี่ยมีความอยากเอาใจเจ้าของต่ำกว่า Labrador แต่ไอ้ลูกหมาตัวที่อยู่ในบ้านเราไม่ใช่ “ชิบะโดยเฉลี่ย” เขาคือหมาตัวหนึ่งที่มีประวัติ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์เฉพาะกับเรา

โดยเฉพาะหมาสายพันธุ์โบราณ (Basal Breeds) — Shiba, Husky, บางแก้ว, ไทยหลังอาน — มักได้การติดป้ายว่า “ดื้อ” หนักเป็นพิเศษ แต่จริง ๆ แล้วหมากลุ่มนี้แค่ต้องการเหตุผลก่อนเชื่อฟัง พวกเขาคิดเองได้ ต้องการสิทธิตัดสินใจ (agency) ในการฝึก เมื่อได้รับการฝึกแบบให้เลือกเอง พวกเขาตอบสนองได้ดีไม่แพ้สายพันธุ์อื่น แต่เมื่อถูกฝึกแบบบังคับ พวกเขาจะสู้กลับหรือตีมึนไปเลย จนเหมือน “ดื้อ” ในสายตาเจ้าของ ทั้งที่จริง ๆ คือเรากำลังฝึกผิดวิธี (เขียนเรื่องสายพันธุ์โบราณกับการฝึกไว้ละเอียดที่ ทำไมบางสายพันธุ์ถูกมองว่าฝึกยาก)

ที่หมาต้องการจากเราคือการตั้งคำถามที่ดีกว่า

หมาที่อยู่ตรงหน้าเราไม่ได้ดื้อ และเขาก็ไม่ได้ตั้งใจขัดใจเรา

เขาคือหมาที่ต้องการการสอนที่ถูกต้อง ไม่ใช่การเทศนา เขาคือหมาที่อาจจะกำลังกลัวสิ่งที่เรามองไม่เห็น เขาคือหมาที่อาจจะตื่นเต้นจนสมองคิดไม่ออก เขาคือหมาที่อาจจะมีของอื่นในห้องที่ตอนนี้น่าสนใจกว่าเรา หรือเขาคือหมาที่อาจจะเคยมาหาเราแล้วได้ผลไม่ดี

โอกาสที่เราจะเข้าใจปัญหาเหล่านี้จะหายไปจากสายตาเรา เมื่อมีคำคำว่า “ดื้อ” เข้ามาปิดตาเราครับ

Avatar

Nattawut Hansuwat

ที่ Dogology เราฝึกหมาเพื่อการใช้ชีวิตร่วมกัน ฝึกโดยคนที่รักหมา ด้วยวิธีการฝึกที่สนุก และอิงหลักวิทยาศาสตร์

Next step

เริ่มต้นจากการเข้าใจหมาของเรา

สำรวจ 16 Mindset ของหมากับได้ฟรี หรือเริ่มเรียนรู้พื้นฐานกับคอร์ส Dogology 101