“มือใหม่อย่าเลี้ยงชิบะ” “ไซบีเรียนเป็นหมาอินดี้” “บางแก้วดุ ฝึกไม่ได้” เป็นภาพลักษณ์ที่หลายคนจะพูดถึงสายพันธ์เหล่านี้ หมาทั้ง 3 สายพันธ์ที่ยกตัวอย่างมานี้คือตัวอย่างของหมากลุ่มที่เรียกว่าเป็นสายพันธุ์โบราณ (Basal Breeds)
ความเชื่อนี้ทั้งจริงและไม่จริง เพราะสำหรับหมาสายพันธุ์โบราณนั้นการฝึกด้วยวิธีที่ดีจะไม่ได้ยากแตกต่างจากพันธุ์อื่นสักเท่าไหร่ แต่จะตอบสนองต่อวิธีการฝึกที่ผิดได้แย่มาก ๆ
Basal Breeds คืออะไร? ต่างจากหมาอื่นยังไง ?
สายพันธุ์ของหมาโบราณหรือใหม่แค่ไหนขึ้นกับว่าพันธุกรรมของสายพันธ์นั้นผ่านการคัดเลือกโดยมนุษย์มามากแค่ไหน โดยสายพันธุ์ยุคใหม่ (Modern Breeds) อย่าง โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ หรือ บอร์เดอร์ คอลลี่ ถูกมนุษย์พัฒนาสายพันธุ์ในช่วง 200-300 ปีที่ผ่านมา โดยคัดเลือกยีนที่ “ชอบทำงานร่วมกับมนุษย์” (Cooperative) สำหรับหมากลุ่มนี้การทำตามที่มนุษย์บอก หรือทำให้มนุษย์เราพอใจนั้นคือความสุขอย่างหนึ่งโดยธรรมชาติ
แต่หมาสายพันธุ์โบราณ เช่น ชิบะ ไซบีเรียน ฮัสกี้ ซามอย เชาเชา (รวมไปถึงหมาไทยอย่างบางแก้ว และหลังอาน) นั้นจะผ่านกระบวนการคัดเลือกมาน้อยกว่ามาก ทำให้สายพันธุ์เหล่านี้ยังมีความใกล้เคียงกับหมายุคแรกเริ่มมากกว่าพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งสังเกตุได้จากคุณสมบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ต่างจากหมาทั่วไป เช่น
- การเห่า: จะเห่าน้อยมากหรือไม่เห่าเลย เพราะการเห่าคือหนึ่งในวิวัฒนาการของหมาที่พัฒนามาเพื่อเข้ากับมนุษย์ เช่น
- ชิบะ – เห่าน้อยมาก แต่จะทำเสียงคล้ายการกรีดร้องแทน
- ไซบีเรียน ฮัสกี้ – เน้นการหอน และทำเสียงเหมือนบ่นมากกว่าการเห่า
- Basenji – เห่าไม่ได้เลย และมีเสียงแปลก ๆ มาแทน
- สายตา: หมาเกือบทุกสายพันธุ์จะมีกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่ใช้ขยับเพื่อทำสายตาอ้อน (Puppy Eyes) ได้ ยกเว้น ไซบีเรียน ฮัสกี้ ที่ยังไม่มีกล้ามเนื้อชิ้นนี้
และแน่นอนว่าความแตกต่างด้านวิวัฒนาการนี้ไม่ใช่แค่ในเรื่องของกายภาพเท่านั้น แต่ด้วยความดิบของสัญชาตญาณพื้นฐานที่สายพันธุ์โบราณมีความเป็นสัตว์ป่ามากกว่าสายพันธุ์อื่นคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้สายพันธุ์เหล่านี้มักถูกมองว่าฝึกยาก
ความฉลาดในการแก้ปัญหา (Problem Solving) vs ความว่าง่าย (Biddability)
เรามักวัดความฉลาดของหมาด้วยเกณฑ์ “บอกแล้วทำตามไหม” ซึ่งไม่ยุติธรรมกับสายพันธุ์เหล่านี้ เพราะจริง ๆ แล้วสายพันธุ์โบราณมีความฉลาดในการแก้ปัญหา (Problem Solving) สูงมาก พวกเขาเปิดกรงเองได้ หาทางหนีเที่ยวเก่ง และเรียนรู้ไวมาก ถ้าเขาเห็นว่ามันเป็นประโยชน์กับเขา แต่ด้วยเกณฑ์ความฉลาดทั่วไปที่วัดจากการบอกให้ทำนั้น ทำให้หมากลุ่มนี้คะแนนตกฮวบ เพราะกลุ่มนี้จะขาด Biddability หรือ “ความอยากเอาใจมนุษย์” เช่น เมื่อบอกให้นั่ง…
- หมาสมัยใหม่: “ได้!”
- หมาโบราณ: “นั่งทำไมอะ ?”
คล้ายกับบริบทของห้องเรียนไทย การตั้งคำถามกับบทเรียน แทนการทำตามที่ครูบอกทันทีนั้นมักถูกตีความว่าเป็นความดื้อหรือสอนไม่เอา แต่ที่จริงแล้วคือความฉลาดอีกรูปแบบหนึ่งของสิ้งมีชีวิตที่ “คิดเองได้”
ทำไมหลายคนถึงบอกว่าหมาพวกนี้ “ฝึกไม่ได้”
ปัญหาใหญ่ที่สุดของวงการฝึกหมา คือการใช้ “วิธีเดียวครอบจักรวาล” (Cookie-cutter approach) โดยเฉพาะวิธีแบบเก่าที่เน้น ความเป็นจ่าฝูง (Dominance) และ การลงโทษ (Compulsion/Aversive)
หมากลุ่มนี้ไม่ทนต่อความรุนแรง
การฝึกที่ใช้ความรุนแรง เช่น การกระตุกสายจูง หรือการบังคับ วิธีนี้กับหมาที่ยอมคนง่ายๆ อาจจะปล่อยผ่านแต่กับสายพันธุ์โบราณ นี่คือหายนะ
ถ้าเราใช้ความรุนแรง หรือทำให้เขาเจ็บปวด สายพันธุ์เหล่านี้จะไม่ทนและปล่อยผ่านง่าย ๆ แต่จะตอบสนองกลับมา และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะยอมแพ้ง่าย ๆ เมื่อเจอกับความกดดันหมากลุ่มนี้อาจพยายามสู้กับด้วยการกัด และไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรือไม่ก็จะดื้อเงียบ (Shut down) และปิดระบบไปเลย นั่นทำให้การฝึกด้วยความรุนแรงกับหมากลุ่มนี้จะคิดไปว่า “พันธุ์นี้ก้าวร้าวโดยพื้นฐาน” หรือ “ดื้อจนฝึกไม่ได้”
แต่ในความเป็นจริงคือ วิธีการฝึกเหล่านี้ป่าเถื่อนเกินกว่าที่หมาพวกนี้จะรับได้
ฝึกให้หมาตัดสินใจเอง
สำหรับหมากลุ่มนี้การใช้ความรุนแรงฝึกจะได้ผลลัพท์จะคือหายนะ แต่การฝึกนั่ง-ชิด-หมอบ-คอยด้วยรางวัลนั้นก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าไหร่ เพราะเขาชอบคิดเองมากกว่าบอกให้ทำ การฝึกหมากลุ่มนี้เราต้องมองการคิดเองได้ว่าไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นความสามารถพิเศษของหมากลุ่มนี้ และแทนที่จะฝึกเพื่อสอนนั่ง-ชิด-หมอบ-คอย การสอนให้หมาคิดและตัดสินใจเองจะใช้จุดแข็งของหมากลุ่มนี้ได้เต็มประสิทธิภาพ เช่น
ฝึกการมองโลกในแง่ดี (Optimism)
หมาบางแก้ว เป็นหนึ่งในสายพันธุ์โบราณที่มีความระแวงเป็นพื้นฐานเห็นอะไรแปลกใหม่ (ร่มกาง, คนใส่หมวก, เสียงดัง) จะตีความว่า “อันตราย” ไว้ก่อน
- วิธีแก้: ฝึกให้เขาคิดว่าของใหม่เป็นเรื่องดี
- เอาของแปลกๆ มาวางในบ้าน (กล่อง, กรวยจราจร, ขวดน้ำ)
- ถ้าหมาเข้าไปดม หรือแค่กล้าเดินผ่าน -> รางวัลทันที
สมองหมาจะเปลี่ยนสมการจาก “ของแปลก = อันตราย” เป็นการมีของแปลก ๆ เข้ามา = มีขนมกิน กระบวนทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่ต้องออกคำสั่ง และเป็นการสอนให้เขาคิดด้วยตนเอง
ฝึกการปล่อยวาง (Disengagement)
สายพันธุ์โบราณจะมีสัญชาตญาณนักล่าสูง ทำให้การเห็นสัตว์เล็กสัตว์น้อยเช่นแมวหรือกระรอกจะพุ่งทันที หูดับ เรียกไม่กลับ
- วิธีแก้: เราห้ามสัญชาตญาณไม่ได้ แต่เราสอนให้มัน “ถามเราก่อน” ได้
- เกมเห็นกบให้มองมา:
- ชมและตามด้วยการให้ขนม ด้วยคำพูดซ้ำ ๆ เช่น “Nice”
- เมื่อเจอกบ (หรือสัตว์อื่น ๆ) ชมหมาด้วยคำเดิม “Nice”
- หมาหันกลับมามองเราเพื่อกินขนม -> ให้ขนม
- ทำซ้ำๆหมาจะเรียนรู้ว่า “เมื่อเห็นกบถ้าหันมาจะได้ขนม”
- ผลลัพธ์: แทนที่จะพุ่งใส่กบ หมาจะมองกบแล้วหันขวับมามองหน้าเราทันที
ฝึก Recall แบบที่หมาคิดเอง
แทนการพยายามฝึกสั่งให้หมา “มานี่” แล้วให้รางวัลซ้ำ ๆ ตามการฝึกแบบปกติทั่วไป ลองจับจังหวะที่หมาจะหันกลับมามองหรือเดินเข้ามาหาเราเองแล้วให้รางวัลกับเขาแทน แม้จะเป็นพฤติกรรมเดียวกันกับการสั่งให้มาหา แต่ความแตกต่างสำคัญคือการที่หมาตัดสินใจด้วยตัวเองโดยที่เราไม่บอก
การให้หมาได้ตัดสินใจเองกระตุ้นสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ในการตัดสินใจและแก้ปัญหาได้ดีกว่าการทำตามเราบอก และส่งผลให้หมาเรียนรู้ในระดับที่ลึกซึ้งกว่า เพราะเขาไม่ได้แค่เรียนรู้ว่าต้องทำอะไร แต่เรียนรู้ว่า “การตัดสินใจเลือกเรานั้นเป็นความคิดที่ดี” ซึ่งจะสร้างแรงจูงใจจากภายในที่แข็งแกร่งและยั่งยืนกว่ามาก
เมื่อเราสร้างเรียนรู้ในระดับการตัดสินใจให้หมาแบบนั้นด้วยตัวเองแล้ว การเรียกมาหาแบบที่บอกให้ทำก็จะทรงพลังกว่าเดิมไปด้วย
ฝึกหมาที่ชอบคิดเองให้คิดเอง
สาเหตุที่หลายคนมองว่าหมาสายพันธุ์หมาชิบะ ไซบีเรียน หรือบางแก้วฝึกยากเกิดจากการที่เราพยายามยัดเยียดวิธีการฝึกแบบทหารให้กับหมาสายพันธุ์โบราณที่มีความเป็นศิลปินและนักคิดอิสระ สำหรับหมากลุ่มนี้เขามองเราเป็นคู่หู และต้องการที่จะคิดและแก้ปัญหาด้วยตัวเองมากกว่าการรอให้เราบอก
หลักการสำคัญของกลุ่มนี้คือการเปลี่ยนจากการฝึกบอกให้ทำ เป็นการฝึกการตัดสินใจผ่านการเล่นเกม และให้รางวัลกับการที่เขาตัดสินใจด้วยตัวเองอย่างถูกต้อง เมื่อเราเปลี่ยนจากการบังคับ มาเป็นการสอนให้คิด เราจะพบว่าหมาสายพันธุ์โบราณเหล่านี้ มีความฉลาดในแบบของตัวเอง และเป็นเพื่อนที่ดีในแบบของเขา