Social Icons
ข้ามไปยังเนื้อหา
ทำไมเรียกหมาไม่มา? สาเหตุ และวิธีการฝึก
หมากับโลกภายนอก

ทำไมเรียกหมาไม่มา? สาเหตุ และวิธีการฝึก

อ่าน 5 นาที โดย
สารบัญ (6 หัวข้อ)

เรียกหมาไม่มา ไม่ใช่เพราะดื้อ แต่เพราะสิ่งรอบตัวให้ผลตอบแทนดีกว่าเรา มาเข้าใจว่าทำไมหมาถึงเลือกไม่มา และวิธีฝึกเรียกหมาให้กลับมาหาได้จริงแม้ตอนเจอสิ่งล่อใจ

“เรียกเท่าไหร่ก็ไม่หัน เหมือนหูดับไปเลย” พอเรียกหมาแล้วเขาไม่มา ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเขากำลัง “ดื้อ”

แต่หมาไม่ได้ตัดสินใจด้วยความดื้อหรือความเชื่อฟัง เขาตัดสินใจด้วย”ความคุ้มค่า” ทุกครั้งที่เรียกแล้วเขาไม่มา สิ่งที่เกิดขึ้นคือกำลังเลือก และการเลือกนั้นสมเหตุสมผลอย่างน่าเจ็บใจ ในหัวเขาเทียบอยู่ตลอดครับว่าอยู่ตรงนี้กับวิ่งกลับมาหา อันไหนคุ้มกว่า แล้วตอนนี้เรากำลังแพ้กระรอกอยู่ หรือแพ้หมาที่กำลังเดินผ่านมาอยู่ การฝึกเรียกหมาให้กลับมาจึงเป็นเรื่องของการทำให้ตัวเรามีค่าพอจะชนะสิ่งที่อยู่รอบตัวเขา วันนี้มาดูกันว่าทำไมเขาถึงเลือกไม่มา และจะพลิกให้คำว่า “มา” ของเราชนะได้ยังไงครับ

เรียกหมาไม่มา เพราะเขาเทียบราคาอยู่

หมาไม่ได้ตัดสินใจด้วยศีลธรรมว่าควรเชื่อฟังหรือไม่ เขาตัดสินใจด้วยผลตอบแทน สมองของสัตว์จะแบ่งพฤติกรรมไปตามสัดส่วนของรางวัลที่แต่ละทางเลือกเคยให้ — ทางไหนให้รางวัลบ่อยกว่า เร็วกว่า ดีกว่า เขาก็เทน้ำหนักไปทางนั้นมากกว่า นี่ไม่ใช่ทฤษฎีของคนเลี้ยงหมา แต่เป็นกฎพื้นฐานของการเรียนรู้ที่เรียกว่า matching law

ทีนี้มาดูในโลกจริง ฝั่งสิ่งแวดล้อม — กลิ่นตามพื้น ตอไม้ หมาตัวอื่น กระรอกที่วิ่งผ่าน — จ่ายรางวัลแทบจะทุกครั้งและจ่ายทันที ดมปุ๊บได้กลิ่นใหม่ปั๊บ ไม่เคยพลาด ส่วนฝั่งเรา กว่าเขาจะวิ่งข้ามสนามกลับมาถึง ขนมก็มาช้าไปแล้วหนึ่งจังหวะ แถมหลายบ้านพอรู้สึกว่า “หมาเริ่มเรียกติดแล้ว” ก็เริ่มลดขนมลง ให้บ้างไม่ให้บ้าง

รางวัลที่ได้ทันทีมีค่าในสายตาหมามากกว่ารางวัลที่ต้องรอเสมอ แม้จะรอแค่ไม่กี่วินาที ค่าของมันก็ตกลงฮวบ พอเอามารวมกัน ภาพก็ชัด ฝั่งสิ่งแวดล้อมจ่ายเยอะ จ่ายไว จ่ายชัวร์ ฝั่งเราจ่ายน้อย จ่ายช้า จ่ายแบบลุ้น หมาคำนวณออกมาแล้วว่าอยู่ตรงนี้คุ้มกว่า เขาเลยไม่มา

ตรงนี้มีกับดักที่เจ้าของเก่ง ๆ มักพลาด นั่นคือพอหมาเริ่มทำได้ เราจะรีบลดรางวัลเพราะคิดว่า “เก่งแล้ว ไม่ต้องให้รางวัลตลอด” แต่ในโลกที่สิ่งแวดล้อมจ่ายหนักทุกวินาที การลดรางวัลของเราเร็วเกินไปเท่ากับลดราคาตัวเองลงไปแข่งกับกระรอก และแมวข้างนอก ผลคือคำว่า “มา” ที่เคยได้ผล ค่อย ๆ จืดลงครับ

วิธีที่เราทำลายคำว่า “มา” โดยไม่รู้ตัว

ถ้าเครื่องคิดเลขในหัวหมาคือปัญหาครึ่งแรก อีกครึ่งคือเราเผลอสอนให้คำว่า “มา” แปลว่าเรื่องไม่ดี

ฉากที่เกิดขึ้นแทบทุกบ้าน หมากำลังสนุกอยู่ในสวน เราเรียกมา พอมาถึงก็เกี่ยวสายจูง แล้วเดินกลับบ้าน จบทริป ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ หมาก็เรียนรู้ว่า เรียก = หมดสนุก = โดนพากลับ คำว่า “มา” กลายเป็นสัญญาณบอกล่วงหน้าว่าของสนุกกำลังจะถูกพรากไป แล้วใครจะอยากวิ่งเข้าหาสัญญาณแบบนั้น

อีกแบบที่เจอบ่อยพอกันคือการเรียกถี่เกินไป เดินเล่นรอบเดียวเรียกสิบครั้ง ทั้งที่เรียกไปก็ไม่ได้ให้ต้องทำอะไรต่อ ไม่มีรางวัล ไม่มีผลอะไรตามมา คำว่า “มา” ที่พูดลอย ๆ โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น สุดท้ายก็กลายเป็นแค่เสียงพื้นหลังที่หมาเรียนรู้ว่าไม่ต้องสนใจก็ได้

ด้วยสาเหตุเหล่านี้ทำให้คำว่า “มา” คือคำที่ถูกทำลายบ่อยที่สุดในการฝึกหมา

ทำไมเรียกหมาได้ที่บ้าน แต่พอเจอแมวเหมือนหูดับ

ทำไมที่บ้านเรียกปุ๊บมาปั๊บทุกครั้ง แต่พอออกไปข้างนอกเหมือนเป็นหมาคนละตัว ? เรื่องนี้มีคำอธิบายสองชั้น

ชั้นแรก หมาเรียนรู้แบบที่ยึดติดกับสถานที่มาก ๆ คำว่า “มา” ที่แน่นปึกในห้องนั่งเล่น สำหรับหมาแล้วมันเกือบจะเป็นคนละทักษะกับคำว่า “มา” ในครัวในบ้านเดียวกัน และแน่นอนว่านอกบ้าน ที่สวนที่เต็มไปด้วยกลิ่นและกระรอกคงไม่ต้องพูดถึง เราคิดว่าเขารู้แล้ว แต่ในมุมเขา บริบทเปลี่ยน เกมก็เปลี่ยน

ชั้นที่สอง ลึกกว่านั้น เวลาหมาตื่นเต้นถึงจุดหนึ่ง สมองจะจดจ่อความสนใจลงไปกับสิ่งที่เขาสนใจที่สุด เช่น กระรอกที่กำลังวิ่ง เขาจะโฟกัสจนเสียงเรียกของเรานั้นไม่เข้าหูเขาด้วยซ้ำ พูดง่าย ๆ คือหลายครั้งเขาไม่ได้ยินเราจริง ๆ ไม่ใช่ได้ยินแล้วเลือกไม่มา การเรียกหมาในจังหวะนั้นจึงเหมือนตะโกนใส่คนที่ใส่หูฟังเปิดเพลงดังสุด

และจุดที่หนักที่สุดคือสัญชาตญาณการไล่ล่า เมื่อหมาเห็นอะไรวิ่ง แล้วโหมดไล่ถูกเปิดขึ้น การไล่นั้นให้รางวัลในตัวมันเอง ทันทีและต่อเนื่อง ในจังหวะนั้นค่าของสิ่งแวดล้อมพุ่งสุด คำว่า “มา” ของเราแทบไม่มีที่ยืน นี่คือเหตุผลที่เมื่อการไล่ล่าเริ่มแล้ว มักจะเรียกไม่อยู่ และมันหลุดการควบคุมแบบทันที ไม่ได้ค่อย ๆ ดื้อขึ้นทีละนิด ทางแก้จึงอยู่ที่การตัดจบตั้งแต่ก่อนเขาจะล็อกเป้า เพราะการเรียกให้ดังขึ้นตอนเขากำลังไล่แทบไม่ช่วยอะไร

วิธีฝึกเรียกหมาให้กลับมา จริง ๆ

ปกติแล้วการฝึกแบบ Dogology เราจะสร้าง Mindset ผ่านเกม และเราสร้างความแน่นหนาของการเรียกกลับมานั้นด้วยการฝึกให้หมารู้สึกว่าเจ้าของคือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในโลก

ก่อนจะถึงคำว่า “มา” สิ่งที่ต้องมาก่อนคือความอยากอยู่ใกล้ recall ที่ดีคือผลพลอยได้ของหมาที่เห็นค่าของการอยู่ข้างเรา ถ้าเขารักที่จะอยู่ใกล้ การเรียกกลับก็จะเป็นเรื่องง่าย ถ้าไม่ต่อให้ฝึกเรียกกี่พันครั้งก็ไม่ได้ผล เพราะฉะนั้นให้เริ่มจากเกมสาย Proximity (ความใกล้ชิด) ให้การอยู่ใกล้เรากลายเป็นที่ที่ดีที่สุดในโลกของเขาก่อน

จากนั้นค่อยสร้างคำว่า “มา” ผ่านเกมที่ทำให้การวิ่งกลับเป็นช่วงเวลาที่เขาเฝ้ารอ

  • เริ่มจากจับคู่คำกับเรื่องดี ๆ โยนขนมให้เขาวิ่งไปกิน พอเขากำลังจะหันกลับมาเองตามธรรมชาติ ค่อยพูดคำเรียก แล้วให้รางวัลหนัก ๆ ตรงใกล้ ๆ ตัวเรา คำเรียกจะกลายเป็นตัวทำนายของช่วงเวลาที่ดีที่สุด เคล็ดลับคือพูดคำเรียกก่อนเขาหันกลับ ไม่ใช่ตอนเขากำลังวิ่งหนี เพื่อให้คำนั้นสำเร็จเสมอ
  • ทำให้การกลับมาคือการได้ไล่จับเรา ซ่อนตัวหลังต้นไม้ตอนเขาก้มกินขนม พอเขาเงยมาหาเราไม่เจอแล้วออกตามหา เจอแล้วฉลองใหญ่ การได้ “ล่า” เจ้าของคือ recall ที่สนุกที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
  • ฝึกนิสัยหันกลับมาเช็กเราเอง ระหว่างเดิน โยนขนมออกไปข้างหน้าเป็นระยะ พอเขากินเสร็จแล้วเด้งกลับมาหาเรา ก็ชมแล้วโยนอันใหม่ เขาจะค่อย ๆ ติดนิสัยวนกลับมาหาเราเองโดยไม่ต้องเรียก ซึ่งคือรากฐานของ recall นอกบ้านทั้งหมด

ลองไล่ระดับจากง่ายไปยาก เริ่มในห้องที่ไม่มีอะไรกวนใจ แล้วขยับไปสวนหลังบ้าน ไปสวนสาธารณะที่คนน้อย จนสุดท้ายฝึกใกล้ ๆ สิ่งล่อใจจริงโดยมีสายลากยาวคอยกันพลาด อย่ากระโดดข้ามขั้น

เรื่องรางวัล มีงานวิจัยในหมาที่น่าสนใจคือ หมาวิ่งเร็วขึ้นชัดเจนเพื่อขนมที่อร่อยกว่า แต่ไม่ได้วิ่งเร็วขึ้นเพราะขนมจำนวนมากกว่า แปลว่าคุณภาพของรางวัลสำคัญกว่าปริมาณ การให้รางวัลก้อนใหญ่แบบเซอร์ไพรส์ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นเคล็ดลับวิเศษ จริง ๆ แล้วไม่ได้สร้างความแตกต่างอย่างที่คิด สิ่งที่สร้างความต่างคือรางวัลของเราต้องดีพอจะสู้กับกระรอกได้จริง ไส้กรอกชิ้นเล็กที่เขารักอาจชนะขนมเม็ดกองโตได้สบาย

อย่าทำลายคำว่า “มา” — เรียกมาแล้วให้รางวัล แล้วปล่อยเขากลับไปเล่นต่อบ่อย ๆ เพื่อให้คำนั้นแปลว่า “ได้ของดีแถมได้อิสระคืน” ไม่ใช่ “จบเกม” เวลาต้องทำอะไรที่เขาไม่ชอบ ให้เดินไปรับเขา อย่าเรียก และถ้าคำเรียกเดิมถูกทำลายไปแล้วจนเขาเรียนรู้ว่าไม่ต้องสนใจ อย่าพยายามกู้คำเดิม เปลี่ยนคำใหม่แล้วเริ่มสร้างประสบการณ์ใหม่จากศูนย์จะเร็วและชัวร์กว่าครับ

เมื่อเรียกหมาไม่มา อาจไม่ใช่เรื่องการฝึก

บางครั้งหมาที่เคยเรียกติดกลับเริ่มไม่มา และคำตอบไม่ได้อยู่ที่การฝึกเลย

ถ้าหมาของเราอยู่ในวัยรุ่นช่วงประมาณ 8 เดือน แล้วจู่ ๆ ก็เหมือนลืมทุกอย่างที่เคยทำได้ นี่เป็นเรื่องปกติของพัฒนาการ มีงานวิจัยพบว่าช่วงวัยนี้ความเชื่อฟังจะตกลงชั่วคราว และตกเฉพาะกับคนเลี้ยงหลักเท่านั้น — หมาตัวเดียวกันที่ไม่ฟังเรา อาจยังฟังคนแปลกหน้าอยู่เลย ข่าวดีคือมันเป็นช่วงผ่าน ส่วนใหญ่กลับมาดีเท่าเดิมหรือดีกว่าเดิมเมื่ออายุราว 1 ขวบ ช่วงนี้อย่าลงโทษ อย่าตีโพยตีพาย ฝึกด้วยสายจูงยาวและฝึกพื้นฐานใหม่ด้วยเกมเดิม ๆ แล้วรอให้เขาผ่านช่วงวัยรุ่นไป

แต่ถ้าหมาที่เคยเรียกติดมาตลอดเกิดเปลี่ยนแบบกะทันหัน โดยเฉพาะหมาสูงวัย การไม่หันเวลาเรียกอาจเป็นสัญญาณของการได้ยินที่ถดถอย ความเจ็บปวดในร่างกายที่ทำให้การวิ่งกลับมาเป็นเรื่องทรมาน หรือความเจ็บป่วยบางอย่าง ถ้าการเปลี่ยนแปลงมาแบบฉับพลันหรือมาพร้อมอาการอื่น พาไปหาหมอก่อนจะมองว่าเป็นปัญหาการฝึกครับ

เรียกหมาไม่มา จริง ๆ แล้วแปลว่าอะไร

กลับมาที่ภาพแรก หมาที่ก้มดมพื้นไม่ยอมหันมาตอนเราเรียก เขาไม่ได้กำลังเมินเรา เขากำลังบอกว่าตอนนี้กระรอกเป็นข้อเสนอที่ดีกว่าเรา และนั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนได้ ไม่ใช่ด้วยการเรียกให้ดังขึ้นหรือดุให้หนักขึ้น แต่ด้วยการทำให้ตัวเราคุ้มค่าพอจะชนะสิ่งรอบตัว วันที่การอยู่ใกล้เราคือสิ่งที่ดีที่สุดในโลกของเขา เราจะแทบไม่ต้องเรียกเลย เพราะเขาจะอยู่ตรงนั้นกับเราอยู่แล้ว

Avatar

Nattawut Hansuwat

ที่ Dogology เราฝึกหมาเพื่อการใช้ชีวิตร่วมกัน ฝึกโดยคนที่รักหมา ด้วยวิธีการฝึกที่สนุก และอิงหลักวิทยาศาสตร์

Next step

เริ่มต้นจากการเข้าใจหมาของเรา

สำรวจ 16 Mindset ของหมากับได้ฟรี หรือเริ่มเรียนรู้พื้นฐานกับคอร์ส Dogology 101