พอเห็นหมาเราขู่ใส่คน หรือพุ่งใส่หมาตัวอื่นข้างถนน เราอาจจะเริ่มเชื่อว่าหมาเราเริ่มดุ แต่ความจริงหมาที่ดุจริงๆ หรือหมาที่อยากทำร้ายโดยไม่มีเหตุผล หายากมาก ๆ และในเคสกัดเกือบทั้งหมดของหมาบ้าน สิ่งที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมไม่ใช่ความก้าวร้าว แต่เป็นความกลัวที่ไม่มีทางออก
หมาที่เราเรียกว่าดุในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่คือหมาที่กลัวคน กลัวหมาตัวอื่น กลัวการถูกแตะที่จุดเจ็บ หรือกลัวการสูญเสียสิ่งที่กำลังกิน และเขาเลือกใช้การขู่หรือกัดเพราะการขอความช่วยเหลือแบบอื่นที่เขาเคยลองไปแล้วไม่ได้ผล ทุกตัวที่ตอนนี้ขู่ ตอนนี้กัด เคยเป็นหมาที่ขอความช่วยเหลือด้วยสัญญาณเบาๆ มาก่อน หลายครั้ง หลายปี แต่สัญญาณเหล่านั้นไม่มีใครอ่านออก หรือแย่กว่านั้นคือถูกลงโทษจนเขาเลิกสื่อสาร
วันนี้ขอชวนทำความเข้าใจสิ่งที่นักพฤติกรรมสัตวแพทย์เรียกว่า บันไดของความก้าวร้าว (Ladder of Aggression) มันคือลำดับขั้นของสัญญาณที่หมาทุกตัวจะส่งออกมาก่อนจะถึงขั้นกัดจริงๆ และเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการอ่านความกลัวก่อนที่มันจะกลายเป็นการกัดครับ
ก่อนจะกัด หมาขอความช่วยเหลือมาแล้ว 8 ครั้ง
บันไดของความก้าวร้าวถูกรวบรวมขึ้นโดย Dr. Kendal Shepherd นักสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรม ตีพิมพ์ในคู่มือ BSAVA (สมาคมสัตวแพทย์อังกฤษ) ตั้งแต่ปี 2002 และได้รับการยืนยันด้วยงานวิจัยภาคสนามว่าเป็นกรอบที่ใช้สอนเด็กทั่วโลกให้รู้จักอ่านหมาเพื่อป้องกันการโดนกัด
ลองนึกภาพหมาในสถานการณ์ที่เริ่มไม่สบายใจ มีคนแปลกหน้าเดินตรงเข้ามาจะลูบหัว หรือมีหมาตัวอื่นเข้ามาดมในระยะที่เขาไม่ชอบ สิ่งแรกที่เขาทำไม่ใช่ขู่ และไม่ใช่กัด แต่เป็นการส่งสัญญาณเงียบๆที่คนทั่วไปไม่ทันสังเกต
ขั้นที่ 1–4 เสียงกระซิบ
- กะพริบตา หาว
- เลียจมูก เลียริมฝีปาก
- หันหน้าหนี เบือนหน้า
- เดินถอยหลัง หรือเดินหนีออกไป
ในใจหมาตอนนั้นกำลังพูดว่า “ฉันยังไม่อยากมีปัญหากับใครนะ ขอเวลาแป๊บนึง ขอระยะห่างหน่อย” สัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นวินาทีๆ และคนส่วนใหญ่ไม่เห็น หรือเห็นแต่ไม่รู้ว่าคือสัญญาณ พอเราคิดว่า “ก็แค่หาว” “ก็แค่เลียปาก” สัญญาณนั้นก็ผ่านไปโดยไม่มีใครรับรู้
ขั้นที่ 5–7 ร่างกายเริ่มเตรียมตัว
- หมอบต่ำ หูแนบไปข้างหลัง
- ยืนตัวลง หางจุกตูด
- นอนลง หรือยกขาขึ้นในท่ายอมจำนน
หมาเริ่มไม่ไหวแล้วครับ ภาษากายของเขาบอกชัดเจนว่า “ฉันยอมเธอ ฉันไม่อยากสู้กับเธอ พอเถอะ” แต่ถ้าคนที่อยู่ตรงนั้นยังเดินเข้ามาต่อ ยังพยายามจะลูบหัว ยังไม่ยอมถอย หมาจะถูกบังคับให้ขยับขึ้นบันไดอีกขั้น
ขั้นที่ 8–11 ขอบของการกัด
- ตัวแข็ง จ้องนิ่ง (ขั้นนี้สำคัญที่สุด คือสัญญาณสุดท้ายก่อนการระเบิด)
- คำราม
- งับลม (Snap งับโดยไม่ถูกตัวจริง เป็นการขู่ครั้งสุดท้าย)
- กัด
ถ้าเรานับดีๆ จะเห็นว่าก่อนถึงการกัด หมาขอความช่วยเหลือมาอย่างน้อย 8 ครั้ง แต่ละครั้งเขาพยายามบอกเราด้วยสัญญาณที่ตรงไปตรงมาขึ้นเรื่อยๆ ว่า “ฉันไม่ไหว”
หมาที่กัดโดยไม่ส่งสัญญาณ คือหมาที่สัญญาณถูกลบไป
เจ้าของหลายคนบอกว่า “หมาผมกัดโดยไม่มีสัญญาณเลย เห็นปุ๊บเขาก็พุ่งเข้ามากัดเลย” คำพูดนี้มักเป็นจริงในแง่ของสิ่งที่ “เห็น” แต่ในแง่ของสิ่งที่ “เกิดขึ้นในตัวหมา” ไม่ใช่อย่างนั้น
สิ่งที่หายไปคือสัญญาณขั้นต้น ๆ ของบันไดต่างหาก
Dr. Shepherd อธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้ตรงๆ ว่า เมื่อหมาแสดงสัญญาณเบาๆ แล้วถูกลงโทษ เช่น คำรามแล้วโดนตี เลียปากแล้วโดนตวาด หันหน้าหนีแล้วถูกบังคับให้กลับมาเผชิญหน้า สมองของหมาจะเรียนรู้ว่าสัญญาณเหล่านั้นไม่ปลอดภัยที่จะใช้อีกต่อไป
แต่ความรู้สึก “ไม่ไหว” ในใจหมายังอยู่ครับ ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ทางออกในการสื่อสารถูกตัดทิ้งทีละทาง สุดท้ายเหลือเพียงทางเดียวที่อยู่บนสุดของบันได
หมาที่กัดโดยไม่มีสัญญาณ คือหมาที่เคยกระซิบ แล้วถูกบอกว่า “ห้ามกระซิบ” ทีละครั้ง จนเสียงกระซิบหายไปหมด เหลือแต่เสียงตะโกน
นี่คือเหตุผลที่นักพฤติกรรมสัตวแพทย์ทั่วโลกเห็นตรงกันว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดในการฝึกหมา คือการดุหมาเวลาเขาขู่
ทำไมเราไม่ควรห้ามหมาคำราม
หลายคนเข้าใจกันว่า ถ้าหมาคำรามแปลว่าเขากำลังท้าทายเรา และเราต้องดุกลับเพื่อแสดงให้เห็นว่าใครเป็นจ่า เรียกว่าทฤษฎีจ่าฝูง หรือ Alpha Dominance ทฤษฎีนี้แม้จะเชื่อกันมาในวงการฝึกหมาหลายสิบปี แต่ถูกพิสูจน์ว่าผิดมาตั้งแต่ทศวรรษ 2000
แต่ปัญหาที่ลึกกว่าทฤษฎีผิดคือ การดุเวลาคำรามทำให้สถานการณ์อันตรายขึ้นจริงๆ
เมื่อหมาคำราม เขาไม่ได้กำลังท้าทายเรา เขากำลังบอกเราว่า “ฉันอยู่ในขั้นที่ 9 ของบันไดแล้ว ขั้นต่อไปคือการกัด ขอพักเถอะ” การคำรามไม่ใช่ปัญหาที่ต้องดับครับ มันคือโอกาสสุดท้ายที่หมาเลือกใช้คำพูด แทนที่จะใช้ฟัน
ถ้าเราดุกลับ ดุให้หยุดคำราม สิ่งที่หายไปไม่ใช่ความกลัวของหมา แต่คือเสียงคำรามที่หายไป ครั้งต่อไปที่เขาอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เขาจะไม่คำรามแล้ว เพราะเขาเรียนรู้ว่ามันไม่ปลอดภัยที่จะสื่อสาร เขาจะข้ามขั้นไปสู่งับลม หรือกัดเลยโดยไม่มีสัญญาณเตือน
แล้วเราควรทำอะไรแทน คำตอบคือให้ค่อยๆ ลดสถานการณ์ที่ทำให้เขาคำราม ถอยออกมา เพิ่มระยะห่าง ลดสิ่งกระตุ้น ให้เขาได้พักก่อน แล้วค่อยกลับมาแก้ที่ต้นเหตุผ่านการฝึกแบบลดความไวต่อสิ่งกระตุ้น (Desensitization) และเปลี่ยนความหมายของสิ่งกระตุ้นนั้นๆ ในใจหมา (Counter-conditioning) ทีละนิดทีละนิด ภายใต้ความช่วยเหลือของผู้เชี่ยวชาญสำหรับกรณีที่รุนแรง
ทุกตัวที่กัดในวันนี้ เคยเป็นหมาที่กระซิบมาก่อน
ผมมองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการอยู่กับหมาคือการเรียนรู้ที่จะอ่านขั้นต่ำๆ ของบันได ก่อนที่จะเห็นเขาขึ้นไปขั้นบน เพราะตรงนั้นคือจุดที่เราช่วยเขาได้ทันโดยไม่ต้องให้เขาเดินไปจนถึงการกัดเลย
หมาที่เราเรียกว่าดุในวันนี้ ไม่ได้เกิดมาเป็นหมาดุครับ เขาเคยเป็นลูกหมาที่เลียริมฝีปากตอนคนแปลกหน้าเดินเข้ามา แต่ไม่มีใครเห็น เขาเคยเป็นหมาวัยรุ่นที่หันหน้าหนีตอนเด็กวิ่งเข้ามากอด แต่ไม่มีใครยอมให้เขาถอย เขาเคยเป็นหมาโตที่คำรามครั้งแรกตอนถูกแย่งของกิน แต่โดนตีจนเลิกคำราม
วันที่เขากัด เขาไม่ได้เลือกที่จะกัด เขาไม่มีตัวเลือกอื่นเหลืออยู่แล้ว สิ่งที่อยู่ในตัวเขาไม่ใช่ความก้าวร้าว แต่เป็นความกลัวที่ไม่มีใครฟังตั้งแต่ตอนที่ยังเบาอยู่
การเข้าใจบันไดของความก้าวร้าวไม่ใช่แค่การเรียนรู้พฤติกรรมหมา แต่คือการเรียนรู้ที่จะได้ยินความกลัวนั้นตั้งแต่เสียงกระซิบครั้งแรก ก่อนที่มันจะต้องดังขึ้นจนเรารับมือไม่ทัน