ตั้งใจฝึกหมามาก พยายามทำตามทุกขั้นตอน แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่หวัง? รู้สึกเหมือนติดอยู่กับที่ หรือบางทีก็รู้สึกว่ายิ่งฝึกยิ่งแย่ เหมือนน้องหมาไม่เข้าใจเราเสียที ความรู้สึกท้อใจแบบนี้เป็นเรื่องที่เจ้าของหลายคนน่าจะเคยเจอ แต่ก่อนที่เราจะโทษตัวเองหรือโทษหมา วันนี้ผมอยากชวนลองมาดูกันปัญหาอาจจะไม่ใช่วิธี แต่เป็นแนวทางการฝึกก็ได้ครับ
เรากำลังการมองการฝึกเป็นเส้นตรงอยู่หรือไม่ ?
เรามักจะเห็นเนื้อหาการฝึกที่มีขั้นตอน 1-2-3 ที่ชัดเจน ซึ่งทำตามได้ง่าย แต่ปัญหาคือมันอาจจะทำให้เราเกิดคาดหวังได้ว่าถ้าทำตามนี้แล้วจะได้ผลลัพธ์แบบนั้นตามลำดับ หรือที่การมอง การฝึกเป็นเส้นตรง” (Linear Process) ซึ่งสมองของมนุษย์เราถนัดที่จะคิดแบบนี้เพราะมันคาดเดาได้ แต่กับน้องหมาการยึดติดกับลำดับขั้นตอนและวิธีการเป๊ะๆ อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การฝึกไม่เวิร์ค เพราะ:
1. เป็นกับดักให้ไปต่อไม่ได้
ถ้าเรายึดว่าต้องผ่านขั้นตอนที่ 1 ให้ได้ก่อนถึงจะไปขั้นตอนที่ 2 แต่ในบางครั้งหมาอาจจะยังไม่พร้อมสำหรับขั้นตอนที่ 1 ด้วยซ้ำ (อาจจะด้วยวัย, พื้นฐานอารมณ์, หรือปัจจัยแวดล้อม) การฝึกก็จะหยุดชะงักอยู่ตรงนั้น
หรือแม้จะฝึกได้แต่บางครั้งหมาจะติดอยู่ที่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง และทำให้เราไปต่อไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะหมาคือสิ่งมีชีวิต แต่ถ้าเรามองการฝึกเป็นเส้นตรงเหตุการณ์แบบนี้มักทำให้เราและหมาท้อที่จะไปต่อเมื่อเกิดอุปสรรคขึ้น
2. เน้นฝึกในสถานการณ์จริง
ฝึกแบบตรงไปตรงมาทำให้เราพยายาม “แก้ไข” พฤติกรรมหมาเฉพาะตอนที่ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เช่น เริ่มฝึกเดินสายจูงเมื่อออกนอกบ้าน ซึ่งมักจะเป็นช่วงที่น้องหมา (และเรา) กำลังเครียด ทำให้การเรียนรู้ไม่เกิดผลดี แทนที่จะเตรียมความพร้อมน้องหมา “เพื่อ” รับมือสถานการณ์นั้นๆ ล่วงหน้า ซึ่งอาจจะฟังดูอ้อม แต่เป็นวิธีที่ดีกับหมามากกว่า
3. โฟกัสแค่พฤติกรรม
การฝึกที่ดีขั้นเราทำมากกว่าแค่สร้างหรือลดพฤติกรรม แต่เป็นการสร้าง Mindset ดีๆ ให้กับหมา เพื่อให้หมาตัดสินใจได้เองและเลือกทำในสิ่งที่เราอยากให้เขาทำแม้เราจะไม่บอก ซึ่งอาศัยการทำงานกับหลายองค์ประกอบของหมามากกว่าแค่การสนใจว่าหมาทำท่านี้ได้หรือยัง
4. การฝึกหมานั้นไม่มีจุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุดที่แท้จริง
การฝึกหมาคือการปรับตัว เรียนรู้ และเติบโตไปด้วยกันอย่างต่อเนื่อง ไม่มีคำว่า “จบหลักสูตร” จริงๆ และ “จุดเริ่มต้น” ก็คือปัจจุบันที่เราและเขาอยู่ ไม่ว่าคุณหรือน้องหมาจะมีประสบการณ์
5. จำกัดศักยภาพน้องหมา
การฝึกที่เป็นเส้นตรงมักจะทำให้เรามีภาพความสำเร็จบางอย่างว่า “ฝึกเสร็จแล้วน้องหมาต้องเป็นแบบนี้” แต่น้องหมาทุกตัวนั้นมีความแตกต่างกัน และตอบสนองต่อการฝึกแต่และอย่างแตกต่างกัน บางทีหมาเราอาจจะมีศักยภาพที่คุณคิดไว้ในตอนแรก แต่ไม่สามารถดึงออกมาได้เพราะมัวแต่ยึดติดกับแผนตายตัวมากกว่าจะเปิดใจทำความรู้จักกับหมาเรา เพื่อมองเห็นโอกาสที่เขาจะได้แสดงความสามารถอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากแผน
หมาคือสิ่งมีชีวิตที่มีความคิดและความรู้สึก
จริงอยู่ที่คนเราชอบอะไรที่เป็นเส้นตรงเพราะมันดูง่าย คาดเดาได้ และลดความไม่แน่นอน แต่กับการฝึกน้องหมา วิธีนี้อาจจะไม่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป ให้ระวังคำแนะนำที่บอกว่ามี “วิธีเดียวเท่านั้น” ในการทำอะไรบางอย่าง นั่นคือสัญญาณของความคิดแบบเส้นตรงที่อาจจะปิดประตูสู่โอกาสดีๆ มากมาย
ความคิดแบบเส้นตรงยังแฝงอยู่ในความคาดหวังของเรา เช่น คาดหวังว่าหมาอายุเท่านี้ต้องทำแบบนั้นได้แล้ว หรือหมาพันธุ์นี้ต้องนิสัยแบบนั้น (เช่น เทอร์เรียต้องเห่าเก่ง สแปเนียลต้องดมเก่งตลอดเวลา – ซึ่งไม่จริงเสมอไป!) หรือแม้แต่เจ้าของที่ไม่เคยเลี้ยงหมาพันธุ์นี้มาก่อน ก็คิดไปเองว่าตัวเองคงฝึกไม่ได้ ทั้งหมดนี้คือกรอบความคิดที่จำกัดเราและน้องหมาครับ
เรามักจะต้องการความชัดเจนแบบ A ไป B ไป C เพื่อให้รู้สึกมั่นใจ แต่บ่อยครั้งที่น้องหมาจะตอบสนองได้ดีกว่าเมื่อเรา “ออกนอกกรอบ” พาเขาไปเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในแผนมาตรฐานนั้น การยึดติดกับขั้นตอนเดิมๆ อาจทำให้เราพลาดโอกาสทองในการเรียนรู้ที่ “ใช่” สำหรับน้องหมาของเราจริงๆ
การฝึกที่ไม่เป็นเส้นตรง (Non-linear Process)
ก่อนหน้านี้ผมมีเคสหนึ่งที่น้องมีปัญหาเห่าและขู่กับคนแปลกหน้า ถ้าเรามองปัญหานี้เป็นเส้นตรงแน่นอนว่ามันคือการฝึกให้หมาไม่เห่า แต่ในความเป็นจริงการฝึกให้หยุดเห่าจะไม่สามารถแก้ไขต้นตอของปัญหานี้ได้เพราะน้องคนนี้เห่าเพราะกลัวคนแปลกหน้า ถึงจะฝึกจนหยุดเห่าได้แต่ความกลัวก็ไม่ได้หายไป และอาจจะพาไปสู่การกัดเลยแทน
นั่นทำให้วันแรกผมอดคิดไม่ได้ว่าเจ้าของเขาจะด่าผมไหมนะ ที่เขาให้มาแก้ปัญหาเห่า แต่ผมกลับใช้ทั้งคาบเพื่อฝึกให้หมาเขา’นอน (Down)’ แม้จะดูเผิน ๆ แล้วไมเ่ห็นว่าจะเกี่ยวอะไรกัน แต่ผลลัพท์ในครั้งแรกคือน้องสงบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเห่าน้อยลงภายในวันแรก
สาเหตุที่การฝึกนอนได้ผลกับการเห่าของน้องคนนี้เป็นเพราะการฝึกนอน และฝึกให้ชอบนอนคือการสร้าง Mindset ของความสงบ (Calmness) ให้กับหมา นั่นทำให้โดยรวมหมาสงบขึ้น และมีสภาวะจิตใจที่เครียดน้อยลง ทำให้กระตุ้นการเห่าน้อยลง
ในครั้งถัด ๆ มาน้องก็เจอการฝึกโฟกัส (Focus) ฝึกละความสนใจ (Disengagement) การจัดการความหงุดหงิด (Frustration Tolerance) จนถึงครั้งท้าย ๆ กว่าที่ผมเริ่มการฝึกหยุดเห่าให้น้อง เขาก็แทบไม่เห่าไปแล้ว
อ่านรายละเอียดของเคสนี้ที่ผมเขียนไว้เป็นกรณีศึกษา
เมื่อฝึกหมาแล้วไม่ได้ผล
การฝึกหมาคือการฝึกสิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจและความรู้สึก หมาทุกตัวแตกต่างกัน ขั้นตอนการฝึกต่าง ๆ นั้นเราใช้เป็นเพียงแนวทางได้เท่านั้น ถ้ามีจุดไหนที่เรารู้สึกว่าการฝึกที่ทำอยู่มันไม่ได้ผลลองถอยออกมามองภาพรวม
พิจารณาว่าเพื่อที่จะให้ทำสิ่งนี้ได้หมาเราอาจจะกำลังขาดทักษะอะไรไปหรือเปล่า ด้วยการสังเกตทำความเข้าใจหมาที่อยู่ตรงหน้า เราและมองหาวิธีการฝึกทักษะที่เขาขาด เช่น หมาที่อยู่ไม่สุขอาจจะแค่สงบไม่เป็น แทนการหยุดเห่าหรือหยุดวิ่ง เสริม Mindset ด้านความสงบให้เขา ผ่านการฝึกนอนก็ช่วยได้มาก ๆ หรือแม้แต่ถ้าเขานอนไม่ได้ เมื่อเรามองว่าเขาขาดความสงบ เราก็สามารถมองหาการฝึก และกิจกรรมอีกมากที่ช่วยเสริมสร้างความสงบได้ เช่น เปลี่ยนฝึกนั่งแทน หรือ จะฝึกให้เข้าที่นอน/กรงด้วยตัวเอง เราก็จะช่วยให้หมาเห่าน้อยลงได้โดยไม่ต้องพยายามให้เขาหยุดเห่าด้วยซ้ำ
อ่านเพิ่มเติม: การแนวทางการฝึก Mindset ให้หมาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม