“เดี๋ยวโตขึ้นก็ดีเอง” เป็นคำแนะนำที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดอันนึงเลย
และมันก็จริงอยู่ในบางด้าน เช่น หมาเด็กที่กัดจนเอาไม่อยู่ พออายุถึงจุดหนึ่งก็สงบลงเองจริง ๆ โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย
แต่ส่วนใหญ่แล้วคำแนะนำนี้อันตราย เพราะนิสัยหมาอีกหลายด้านที่รอไปทั้งชีวิตก็ไม่ดีขึ้นเอง แถมบางเรื่องยิ่งรอยิ่งแย่ลงด้วยซ้ำ
วันนี้เลยอยากชวนมาดูกันครับว่านิสัยหมาเปลี่ยนแปลงได้ยังไงบ้าง
นิสัยหมาบางอย่างเปลี่ยนตามวัย บางอย่างไม่เปลี่ยน
ปี 2020 ทีมวิจัยจากเวียนนาเอาบอร์เดอร์คอลลี่ 217 ตัวมาทดสอบ อายุน้อยสุดหกเดือน มากสุดสิบห้าปี ทุกตัวเจอแบบทดสอบชุดเดียวกันหมด แล้วอีกเกือบสี่ปีต่อมาหมากลุ่มนี้ก็ถูกเรียกกลับมาวัดซ้ำอีกรอบ ซึ่งคำตอบที่ได้ไม่ใช่ว่านิสัยเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน แต่เป็นทั้งสองอย่างพร้อมกันในหมาตัวเดียวกัน
นิสัยแต่ละด้านถูกวาง และเปลี่ยนไปในวัยที่ต่างกัน
สายพันธุ์ถูกเซ็ตมาก่อนเกิด
เวลาพูดถึงนิสัยหมา สิ่งแรกที่คนนึกถึงมักเป็นสายพันธุ์ครับ ชิบะดื้อ บางแก้วดุ โกลเด้นใจดี ซึ่งไม่ได้เป็นความเชื่อลอย ๆ เลย งานวิจัยที่เทียบหมาข้ามสามสิบกว่าสายพันธุ์พบว่าหลายด้านถ่ายทอดกันมาทางพันธุกรรมได้จริง โดยเฉพาะการควบคุมตัวเอง ความอยากไล่ และความง่ายในการฝึก
แต่มีงานอีกชิ้นที่ใหญ่กว่านั้นมาก ใช้ทั้งการถอดรหัสพันธุกรรมและแบบสอบถามเจ้าของรวมกันหลายหมื่นตัว แล้วพบว่าสายพันธุ์อธิบายพฤติกรรมของหมาตัวหนึ่งได้แค่ประมาณ 9% เท่านั้น ที่เหลือคือความต่างระหว่างหมาตัวต่อตัว และหมาสายพันธุ์เดียวกันก็ต่างกันเองได้มากกว่าที่ต่างจากสายพันธุ์อื่นเสียอีก
พูดง่าย ๆ คือสายพันธุ์พอจะบอกได้ว่าหมาน่าจะเริ่มต้นตรงไหน แต่บอกไม่ได้เลยว่าเขาจะไปจบตรงไหน ซึ่งงานวิจัยที่ผมเล่าไปก่อนหน้านี้ก็ใช้บอร์เดอร์คอลลี่ทั้งหมด แต่จังหวะการเปลี่ยนที่เจอนั้นเป็นเรื่องของวัย ไม่ใช่ของสายพันธุ์
ด้านสังคมถูกเซ็ตในวัยเด็ก
เริ่มจากช่วงสามสัปดาห์ถึงสามเดือนครึ่งแรกของชีวิต ช่วงนี้สมองลูกหมารับของใหม่เข้ามาเป็นของคุ้นเคย ไม่ใช่ของน่ากลัว ระบบความเครียดในตัวเขายังไม่เปิดทำงานเต็มที่ เจออะไรก็เข้าไปสำรวจก่อน ยังไม่กลัว พอระบบนี้เปิด ความกลัวถึงจะเริ่มเกิดขึ้นได้ และหน้าต่างบานนี้ก็ค่อย ๆ แคบลง
สิ่งที่เขาบังเอิญได้เจอในช่วงสั้น ๆ นั้น จึงกลายเป็นค่าตั้งต้นที่ติดตัวไปทั้งชีวิต ว่าคนปลอดภัยไหม ว่าหมาตัวอื่นน่าเข้าหาหรือน่าหลบ ด้านสังคมของหมาถูกวางเสร็จตั้งแต่ตอนที่เจ้าของหลายบ้านยังไม่ทันได้เจอเขาด้วยซ้ำ และหลังจากนั้นก็แทบไม่ขยับอีกเลยตลอดชีวิต ในขณะที่นิสัยด้านอื่นเพิ่งจะเริ่มเปลี่ยน
ความเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น
คิวถัดมาคือตอนหมาข้ามจากลูกหมาไปเป็นวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่ความกระตือรือร้นและการอยู่คนเดียวได้ลดลงแรงที่สุด และระหว่างทางช่วงเดียวกันนั้น ราวแปดเดือน ซึ่งตรงกับตอนเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ก็ยังมีจุดสะดุดอีกจุดที่ชัดมากคือการตอบสนองต่อเจ้าของจะตกลง แต่การตอบสนองต่อคนแปลกหน้าไม่ตก และด้านนี้ตกแรงกว่าในหมาที่ความผูกพันกับเจ้าของยังไม่มั่นคงมาตั้งแต่วัยเด็ก
ช่วงประมาณหกถึงแปดเดือนนี้คือช่วงที่เจ้าของทักมาหาผมเยอะที่สุดครับ ลักษณะคือหมาจะดูเหมือนเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน เมื่อวานเรียกแล้วมา วันนี้ยืนมองแล้วเดินไปทางอื่น อะไรที่เคยทำได้ก็ไม่ทำ อะไรที่เคยห้ามก็ทำใหม่
หลายคนจะท้อกับช่วงนี้มาก ๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะเราพลาดอะไรไป มันเป็นช่วงพัฒนาการตามธรรมชาติที่ฟื้นคืนกลับมาได้ และระหว่างนี้นิสัยเขาก็จะค่อย ๆ เซ็ตตัวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แล้วไม่เปลี่ยนไปตามอายุอีกจนกว่าจะเข้ากลางคน
เปลี่ยนอีกทีคือวัยกลางคน
ความอยากรู้จักสิ่งใหม่ไม่ขยับเลยตลอดช่วงต้น มันรอจนหมาเข้าวัยกลางคน คือราวสามถึงหกปี แล้วถึงค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ จนถึงวัยชรา
นิสัยหมาที่ไม่เปลี่ยนตามวัย ไม่ได้แปลว่าเปลี่ยนไม่ได้
ทั้งหมดที่ผมเล่ามาก่อนหน้าเป็นเรื่องของเวลาล้วน ๆ ครับ คือหมาเปลี่ยนไปเองแค่ไหนถ้าเราปล่อยให้เขาโตไปเฉย ๆ
แต่ในชีวิตจริงระหว่างที่อายุค่อย ๆ เปลี่ยนนิสัยไปตามจังหวะของมัน พฤติกรรมที่เขาทำซ้ำ ๆ ก็ส่งผลต่อนิสัยแบบที่นอกเหนือจากอายุได้ด้วยครับ และจริง ๆ แล้วปัจจัยนี้ส่งผลต่อนิสัยหมาเรามากกว่าอายุด้วยซ้ำ
อะไรที่ทำบ่อย ก็จะกลายเป็นนิสัย
หมาที่เห่าขอแล้วได้ของ ไม่ได้แค่ได้ของไปในวันนั้น เขาได้ซ้อมการเห่าขอเพิ่มอีกหนึ่งครั้ง วันละสองสามครั้ง ปีหนึ่งก็เป็นพันครั้ง พอถึงปีที่สาม การเห่าขอไม่ใช่สิ่งที่เขาเลือกทำอีกต่อไป มันกลายเป็นสิ่งที่ร่างกายเขาทำก่อนที่เขาจะทันคิดด้วยซ้ำ
นอกจากนั้นพฤติกรรมบางอย่างจ่ายรางวัลให้ตัวมันเอง การวิ่งไล่ การเห่าคนที่เดินผ่านหน้าบ้าน การขึ้นไปหาของกินบนโต๊ะ พวกนี้เขาไม่ต้องการรางวัลภายนอก ตัวพฤติกรรมมันสนุกและได้ผลในตัวมันเองอยู่แล้ว หมาเห่าคนเดินผ่าน แล้วคนนั้นก็เดินผ่านไปจริง ๆ ในหัวเขาคือเห่าแล้วได้ผล
การปล่อยให้พฤติกรรมที่เราไม่ต้องการเกิดขึ้น ทั้งตั้งใจ และไม่ได้ตั้งใจคือสิ่งที่สร้างนิสัยให้เขาด้วย หมาที่เห่าออกนอกบ้านทุกวัน ก็จะมีนิสัยที่ตอบสนองกับสิ่งรอบบ้านง่ายขึ้น และเห่าเก่งขึ้นทุกวัน ก่อนจะกลายเป็นนิสัยการจัดการสภาพแวดล้อมให้เขาทำพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ก็คือสิ่งที่ช่วยป้องกันนิสัยเสียได้ดีที่สุด
ความเครียดสะสมก็เปลี่ยนนิสัย
เวลาที่มีเรื่องมาทำให้หมาเราเครียด เช่น การโดนหมาอื่นเห่าใส่ ความเครียดของหมาไม่ได้หายไปทันทีที่เรื่องนั้นจบครับ มันค้างอยู่ในตัวเขาต่อไปได้อีกประมาณ 3 วัน และไม่ได้มีแค่เรื่องแย่ ๆ ที่ทำให้เครียด เพราะความตื่นเต้นก็ทำให้เครียด การรอของที่อยากได้ก็ทำให้เครียด การเล่นแรง ๆ ก็ทำให้เครียด ทุก ๆ แหล่งของความเครียดนี้เองก็สะสมรวมกันได้ หมาที่เจอเรื่องพวกนี้ทุกวันโดยไม่ได้พักจริง ๆ สักที สมองเขาจึงแทบไม่เคยได้กลับมาอยู่ในสภาพสงบเลย
แน่นอนว่าเรื่องนี้ส่งผลต่อนิสัยครับ ยิ่งเขาอยู่ในสภาวะเครียดนาน ๆ สมองก็จะนิ่งไม่เป็น ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ผ่อนคลายได้ นอนหลับยาก กระวนกระวาย ทำให้เครียดง่ายกว่าเดิม และตื่นตัวง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือนหมาขี้หงุดหงิด ขี้กังวล ทั้งหมดนี้มาจากความเครียดสะสม และการนอนน้อย
การฝึกก็เปลี่ยนนิสัยหมาได้
จากทั้งสององค์ประกอบด้านบนอาจจะทำให้เห็นว่าเวลาไม่ค่อยจะอยู่ข้างเราเลยใช่ไหมครับ ยิ่งเวลาผ่านไปหมายิ่งมีโอกาสที่จะมีนิสัยเสียเพิ่มมากขึ้น แต่นั่นเป็นเพราะเรายังไม่ได้พูดถึงการฝึก และข่าวดีคือพอการฝึกเข้ามา ภาพมันเป็นคนละเรื่องกัน
ลองนึกถึงหมาที่รอไม่เป็นดูครับ อยากได้ของแล้วไม่ได้ทันทีก็เห่าใส่ ถึงเวลาออกไปเดินแล้วยังไม่ได้ออกก็กระโดดใส่ประตู หมาตัวนี้ถ้าเราไม่ทำอะไร ตอนหนึ่งขวบเป็นแบบนี้ ตอนสามขวบก็ยังเป็นแบบนี้ ตอนแปดขวบก็ยังเหมือนเดิม เพราะความอดทนต่อความผิดหวังเป็นด้านที่อายุจะไม่ช่วยอะไรเลย ไม่มีวันไหนที่หมาจะโตพอจนเรื่องนี้หายไปเอง และอาจจะแย่ลงได้ตามพฤติกรรมที่เขาทำบ่อย ๆ
นี่คือหน้าตาจริง ๆ ของคำว่าไม่เปลี่ยนตามวัย มันไม่ใช่ตัวเลขในงานวิจัย แต่คือสิบปีของภาพเดิมซ้ำ ๆ ในบ้านเดียวกัน
แต่พอมีการฝึกเข้ามา เรื่องนี้จะเปลี่ยนไปเลย ในงานสำรวจหมาหนึ่งหมื่นสี่พันตัว สิ่งที่บอกได้ดีที่สุดว่าหมาตัวไหนจะสงบและฝึกง่าย ไม่ใช่ตัวหมาเอง แต่เป็นจำนวนแบบของการฝึกที่เขาเคยผ่านมา และหมาที่กลัวของบางอย่าง พอได้รับการฝึกแก้ความกลัวอย่างเป็นระบบก็จะสามารถก้าวผ่านมันได้
พูดง่าย ๆ คือ นิสัยหมานั้น บางอย่างเปลี่ยนไปตามเวลา บางอย่างไม่เปลี่ยน แต่ทุกด้านเปลี่ยนได้ด้วยการฝึก
และผมมองว่าความอดทนต่อความผิดหวังคือตัวอย่างที่ดีมากเลย เพราะด้านนี้การฝึกจะเห็นผลได้เร็วมากประมาณ 1-2 เดือน แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานแค่ไหนก็จะไม่ขยับ คือหมาที่เสียเวลาไปฟรี ๆ หลายปีโดยไม่จำเป็น
ผมว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะการที่เรามองว่า “นิสัยมันเป็นแบบนี้” เป็นเรื่องที่เราอาจจะเคยชิน แต่ผมมองว่ามันเป็นหนึ่งในคำที่อันตรายที่สุดที่เราจะใช้กับหมา เพราะพอเราตัดสินไปแล้วว่าเขาดื้อ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่การฝึก เราจะสอนเขาน้อยลง คาดหวังกับเขาน้อยลง พาเขาออกไปเจอโลกน้อยลง แล้วเราก็จะได้หมาที่ “ดื้อ” อย่างที่คิดไว้
การที่เรารู้ว่านิสัยเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา คือสิ่งที่จะบอกว่าหมาตัวหนึ่งจะได้รับโอกาสแบบไหนตลอดชีวิตที่เหลือของเขา
นิสัยหมาเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
กลับมาประเด็นที่เราคุยกันไว้ตอนแรกครับ นิสัยหมาเปลี่ยนได้ไหม ? คำตอบคือทั้งใช่และไม่ใช่ ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยนิสัยหมาบางอย่างจะเปลี่ยน บางอย่างจะไม่เปลี่ยน แต่ถ้าเราฝึกนิสัยสามารถเปลี่ยนได้ครับ คำต่าง ๆ ที่เราใส่ให้กับหมา เช่น ขี้กลัว ดื้อ ติดคน ขี้เล่น เรียบร้อย หวงของ คำพวกนี้ฟังดูเหมือนคำที่บอกว่าหมาเราเป็นใคร แต่ในมุมมองของการฝึก ผมอยากชวนให้มองคำเหล่านี้เป็นเรื่องชั่วคราวที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
คำถามว่าหมาเราเป็นหมาแบบไหน จึงเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ เพราะมันถามถึงสิ่งที่ไม่มีวันจบครับ ดังนั้นมุมมองที่เรามีต่อหมาในวันนี้จึงเป็นเหมือนรูปถ่ายหนึ่งใบของเขา ที่ควรถ่ายใหม่บ่อย ๆ ตลอดเวลาที่เขาเติบโตครับ
ถ้าอยากเห็นภาพว่าตอนนี้หมาเราอยู่ตรงไหน ทางเรามี แบบประเมิน Mindset ที่ออกแบบมาเพื่อประเมินนิสัยหมา 16 ด้านหลักที่การฝึกเปลี่ยนแปลงเขาได้ เพื่อไว้เก็บหลักฐานความเปลี่ยนแปลงของหมาเราครับ ใช้เวลาไม่นาน และจะบอกได้ว่าตอนนี้ด้านไหนของเขาแข็งแรงแล้ว ด้านไหนที่ยังต้องการเราอยู่ แล้วพอฝึกไปได้สักพักค่อยกลับมาทำใหม่อีกครั้งเพื่อดูพัฒนาการได้ครับ