รู้ไหมครับว่าหมาบ้านทุกวันนี้เกือบจะเลิกหอนกันหมดแล้ว งานวิจัยชี้ว่าหมายุคใหม่เขาเปลี่ยนไปใช้เสียงเห่าแทนเกือบทั้งหมดเวลาที่ต้องการจะสื่ออะไร จะเหลือแต่สายพันธุ์โบราณที่อาจจะยังหอนบ่อยอยู่ ปัจจุบันเสียงหอนที่เราได้ยินอยู่จึงไม่ใช่เสียงที่หมาส่งออกมาโดยไม่มีเหตุผล แต่เป็นเสียงถูกหยิบขึ้นมาใช้เฉพาะบางกรณีเท่านั้น ดังนั้นเวลาที่เราได้ยินเสียงหมาหอนกลางดึกสิ่งที่เกิดขึ้นในหมานั้นน่าสนใจมาก ๆ ครับ
เสียงที่กำลังหายไปจากหมาบ้าน
งานวิจัยปี 2023 เปิดเสียงหอนให้หมาบ้าน 68 ตัวฟัง แล้วดูว่าแต่ละตัวตอบกลับอย่างไร ผลคือหมาสายพันธุ์โบราณที่ใกล้ชิดหมาป่าทางพันธุกรรม อย่างฮัสกี้และมาลามิวท์ มีแนวโน้มจะหอนตอบ ส่วนสายพันธุ์สมัยใหม่ที่ห่างออกมา มักจะเห่าตอบแทน และความต่างนี้จะชัดขึ้นในหมาที่อายุเกินห้าปีไปแล้ว
นักวิจัยตีความว่าการเลี้ยงให้เป็นหมาบ้านกำลังทำให้เสียงหอนหายไปจากคลังเสียงของหมา หมาบ้านได้เสียงเห่ามาเป็นเครื่องมือหลักในการคุยกับมนุษย์เรา แล้วเสียงเก่าที่ใช้คุยข้ามระยะไกลก็ถูกใช้น้อยลงเรื่อย ๆ จนเริ่มหายไป (เรื่องความต่างของหมาสายพันธุ์โบราณกับหมาทั่วไป เราเขียนไว้แยกอีกบทความหนึ่ง) รายละเอียดของงานวิจัยชิ้นนี้อ่านได้ที่ Communications Biology
แล้วเสียงเห่ากับเสียงหอนต่างกันตรงไหน ? เสียงเห่าสั้น ห้วน แหลม และแตกพร่า มันคือเสียงสำหรับระยะใกล้ และวิวัฒนาการมาเพื่อหูของมนุษย์เราโดยเฉพาะ ส่วนเสียงหอนยาว ต่ำ และลากเป็นเส้นเดียว ซึ่งเป็นคุณสมบัติของเสียงที่เดินทางไกล เสียงต่ำถูกอากาศดูดกลืนน้อยกว่า และเสียงที่ยาวทำให้หูของผู้รับที่อยู่ไกลมีเวลาจับมันได้ เสียงหอนหนึ่งครั้งจึงเดินทางได้ไกลเป็นกิโลเมตร ในขณะที่เสียงเห่าไปได้แค่ไม่กี่สิบเมตร (เรื่องเสียงเห่าที่วิวัฒนาการมาเพื่อหูเราโดยเฉพาะ เขียนไว้เต็ม ๆ อีกบทความ)
แปลว่าเวลาหมาที่หมาหอน เขามีจุดประสงค์เพื่อส่งเสียงไปหาอะไรที่อยู่ไกลมาก ๆ
เสียงหอนกับความเหงา
“เขาคงเหงา” เป็นสิ่งแรก ๆ ที่เราคิดกันว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้หมาหอนตอนอยู่บ้านคนเดียว และมันก็ไม่ผิดซะทีเดียวครับ แต่ความจริงมันจะใกล้เคียงกับความ “คิดถึง” ซะมากกว่า (ส่วนคำถามที่ว่าหมาต้องการเพื่อนหมาไหม เป็นคนละเรื่องกัน)
งานทดลองในหมาป่าพบว่า เมื่อมีการแยกฝูงหมาป่าออกจากกัน ตัวที่ส่งเสียงหอนมากที่สุดคือตัวที่สนิทกับตัวที่หายไปมากที่สุด ในขณะที่ทุกตัวเครียดเท่า ๆ กันเมื่อมีสมาชิกหายไป นั่นหมายความว่าความเครียดที่สมาชิกหายไปไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดการหอน แต่การหอนขึ้นกับระดับความสัมพันธ์
การทดลองที่เล่าให้ฟังนี้ทำในหมาป่า ไม่ใช่หมาบ้านครับ ในส่วนของหมาบ้านยังไม่มีการทดลองแนวเดียวกันนี้โดยเฉพาะ แต่การหอนเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่หมาบ้านเราได้รับมาจากหมาป่าชัดที่สุด นั่นทำให้เราสามารถอนุมานระดับหนึ่งว่าสาเหตุของการหอนของหมาบ้านก็มีรูปแบบเดียวกันนี้
เสียงหอนตอนกลางคืน สี่แบบที่ต้องแยกให้ออก
เวลาที่เจ้าของปรึกษาเรื่องหมาหอนตอนกลางคืน คำถามแรกที่ผมจะถามกลับคือก่อนหน้านั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพราะคำตอบจะช่วยเราแยกสี่รูปแบบสำคัญออกจากกันครับ
1️⃣ แบบที่หนึ่ง หอนหาสิ่งที่อยู่ข้างนอก
แบบนี้มีอะไรมากระตุ้นก่อนเสมอ เช่น เสียงหมาตัวอื่นในซอย เสียงรถฉุกเฉิน หรือการที่เราไม่อยู่บ้าน หมารู้ตัวว่าอยู่ที่ไหน ไม่สับสน ไม่หลงทาง ความสนใจของเขาพุ่งออกไปข้างนอก และมันสงบลงเมื่อสิ่งที่เขาเรียกหากลับมา เหมือนสายที่โทรออกไปมีคนรับ
2️⃣ แบบที่สอง หอนเรียกเรา
แบบนี้ไม่มีอะไรมากระตุ้นก่อน หอนขึ้นมาเองในเวลาเดิม ๆ หรือสถานการณ์เดิม ๆ ท่าทางไม่ได้กังวล และจุดสังเกตที่ชัดที่สุดคือ หอนแล้วหันมามองเรา เสียงที่เรียกหาอะไรข้างนอกจริง ๆ ความสนใจจะพุ่งออกไปข้างนอก แต่เสียงที่เรียกเราจะโฟกัสมาที่เรา
ที่มาของมันคือถ้าหอนแล้วมีอะไรดี ๆ ตามมาสักครั้ง เช่น เราตื่นมาดู เราเปิดไฟ หรือเราพูดด้วย เสียงนั้นก็ได้ผลลัพธ์ไปแล้วหนึ่งครั้ง และสิ่งที่ได้ผลจะถูกทำซ้ำ
หมาแบบนี้จะหยุดเมื่อเราเข้าไปหาเช่นกัน แต่หยุดเพราะเราคือรางวัล ในกรณีแบบนี้ยิ่งเราไม่สนใจ เสียงจะยิ่งดังขึ้นหรือถี่ขึ้นก่อน แล้วค่อย ๆ หายไป
3️⃣ แบบที่สาม หอนเพราะการหอนมันสนุกในตัวมันเอง
แบบนี้ต่างจากแบบที่สองตรงที่เขาไม่ได้ต้องการอะไรจากใครเลย ตัวการส่งเสียงเองคือรางวัลอยู่แล้ว บางตัวหอนตอนอยู่บ้านคนเดียวโดยไม่มีใครฟัง บางตัวหอนแล้วหมาในซอยตอบกลับมา ซึ่งการได้เสียงตอบกลับก็เป็นรางวัลอีกชั้นหนึ่ง
จุดแยกที่สำคัญคือ แบบนี้ไม่ได้หยุดเพราะเราเข้าไป และการไม่สนใจก็ไม่ได้ทำให้มันลดลง เพราะเราไม่ใช่คนจ่ายรางวัลตั้งแต่แรก ส่วนใหญ่มีความเบื่อเป็นสาเหตุ หมาที่วันนั้นไม่ได้ทำอะไรเลยจะหาอะไรทำเอง และเสียงของตัวเองคือของเล่นที่อยู่ติดตัวมาตลอด
4️⃣ แบบที่สี่ หอนเพราะร่างกาย
แบบนี้ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีอะไรมากระตุ้นก่อน หมายืนหอนใส่มุมห้อง หรือจ้องไปที่ว่าง ๆ มักเกิดตอนดึกหลังบ้านเงียบลง เกิดในหมาที่ปกติไม่เคยหอนมาก่อน และ ไม่หยุดแม้เราจะเข้าไปปลอบ เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดเสียงนั้นไม่ได้อยู่ข้างนอก แต่อยู่ข้างในตัวเขา
สี่แบบนี้ต้องการคนละอย่างกัน
- แบบที่หนึ่งต้องการการจัดการสิ่งเร้า และการฝึกให้ปล่อยวางจากสิ่งเร้า
- แบบที่สองต้องการให้เราเปลี่ยนจังหวะการให้ความสนใจ
- แบบที่สามต้องการกิจกรรมที่ได้ใช้สมองและร่างกายในแต่ละวันมากขึ้น และการฝึกความสงบที่เป็นความสงบจริง
- แบบที่สี่ต้องการพบสัตวแพทย์
ถ้าหมาอายุมากแล้วเพิ่งเริ่มหอนตอนกลางคืน
ข้อนี้ขอให้จริงจังเป็นพิเศษครับ หมาสูงวัยที่เพิ่งเริ่มหอนกลางคืนทั้งที่ไม่เคยหอนมาก่อน คือเรื่องที่ต้องพาไปตรวจก่อนที่จะเริ่มฝึกครับ
หมาแก่จะเริ่มหอน เป็นเรื่องที่พบบ่อย แต่ไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่าน เพราะ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือภาวะสมองเสื่อมในหมาสูงวัย งานสำรวจพบว่าหมาอายุ 11 ถึง 12 ปีราว ๆ 28 เปอร์เซ็นต์จะเริ่มมีสัญญาณของโรคสมองเริ่ม และถึงสูงขึ้นเป็น 68 เปอร์เซ็นต์ในหมาอายุ 15 ถึง 16 ปี ในขณะที่มีหมาเพียง 1.9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้รับการวินิจฉัย และรักษาจริง
อาการเด่นที่สุดของภาวะนี้คือวงจรการนอนที่กลับด้าน หมานอนเกือบทั้งวัน แล้วมาเดินวนและส่งเสียงตอนกลางคืน ซึ่งตรงกับสิ่งที่เจ้าของได้ยินพอดี
สัญญาณอื่นที่ควรดูควบคู่กันไปด้วย
- เดินหลงในบ้านตัวเอง ยืนผิดด้านของประตู หรือดูงงกับมุมที่คุ้นเคยมาทั้งชีวิต
- ทักทายเราน้อยลง หรือตอบสนองต่อชื่อตัวเองน้อยลง
- ขับถ่ายในบ้านทั้งที่เคยทำได้ดีมาตลอดหลายปี
- ระดับความกระตือรือร้นเปลี่ยนชัดเจน ไม่ว่าจะซึมลงหรือกระวนกระวายขึ้น
นอกจากสมองเสื่อมแล้วอีกสาเหตุคือข้อเสื่อม หมาที่มีข้ออักเสบจะกระสับกระส่ายตอนกลางคืนมากกว่าปกติรวมถึงการหอนด้วย ถัดมาคือการเสื่อมของประสาทสัมผัส หมาที่หูตึงหรือตาฝ้าจะส่งเสียงหอนมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้ยินเสียงตัวเอง อีกส่วนเพราะหาสมาชิกในบ้านไม่เจอแล้วไม่รู้ว่าใครอยู่ตรงไหน
การฝึกจะไม่ช่วยอะไรเลยถ้าต้นเหตุคือความปวดหรือสมองที่กำลังเปลี่ยนไป ดังนั้นถ้าหมาที่อายุมากแล้วมีลักษณะที่ผมเล่าไปนี้แนะนำให้พาไปหาหมอครับ หลักการเดียวกับหมาเลียเท้าตลอดเวลา คือสิ่งที่ดูเหมือนนิสัย บางทีเป็นอาการ ตัวเลขความชุกที่อ้างถึงมาจากงานสำรวจใน JAVMA
ทำยังไงเมื่อหมาหอน ?
เมื่อหมาหอนสิ่งที่ควรทำอย่างแรกไม่ใช่การดุให้หยุด แต่เริ่มจากการหาสาเหตุก่อน เพราะสี่แบบที่เล่าไปใช้วิธีคนละทางกันเลยครับ
1. ดูก่อนสักครู่ ยังไม่ต้องรีบเข้าไป สังเกตสองอย่าง คือก่อนหน้านั้นมีอะไรเกิดขึ้น และความสนใจของเขาอยู่ที่ไหน จดจ่อออกไปข้างนอกคือแบบที่หนึ่ง หันมามองเราคือแบบที่สอง ไม่สนใจใครเลยแต่ยังหอนต่อคือแบบที่สาม ส่วนไม่มีเหตุอะไรเลยและปลอบก็ไม่หยุดคือแบบที่สี่
2. แบบหาสิ่งข้างนอก ให้จัดการที่สิ่งเร้า ไม่ใช่ที่เสียง เสียงแบบนี้มักจบเองเมื่อสิ่งที่กระตุ้นผ่านไป สิ่งที่ทำได้คือลดโอกาสที่เขาจะเจอสิ่งเร้าเดิมซ้ำ ๆ เช่น ปิดม่าน หรือย้ายที่นอนให้ห่างจากรั้วและหน้าต่าง แล้วงานจริงคือฝึกให้เขาปล่อยวางจากสิ่งเร้าข้างนอกได้เอง
3. แบบเรียกเรา ตรวจสอบปัจจัยพื้นฐาน อย่าตอบตอนที่เขาหอน แต่ให้ตอนที่เขาเงียบ อย่างแรกตรวจสอบว่าความต้องการพื้นฐานเขาขาดเหลืออะไรไหม ปวดฉี่ หรือน้ำหมดหรือเปล่า บางครั้งมันเป็นการสื่อสารระหว่างกันที่ไม่ต้องแก้ แต่ถ้าเช็คแล้วเขาต้องการแค่ความสนใจ แก้ไขด้วยตอนที่เขาส่งเสียงคือตอนที่เราไม่เข้าไป ไม่พูดด้วย ไม่เปิดไฟ แล้วไปให้ความสนใจตอนที่เขานอนเงียบอยู่เฉย ๆ แทน
4. แบบที่หอนเพราะสนุก ปรับกิจวัตรประจำวัน แบบนี้ไม่หายไปด้วยการไม่สนใจ เพราะรางวัลไม่ได้มาจากเรา สิ่งที่ช่วยได้คือเติมกิจกรรมที่ได้ใช้จมูกและใช้ความคิด และการออกกำลังกายให้มากขึ้นในตอนกลางวัน พร้อมกับป้องกันการไม่ให้เขาได้หอนบ่อย ๆ เช่น ถ้าเขาชอบหอนตอบหมาในซอยให้ปิดม่านติดฟิล์ม หรือย้ายที่นอนเขาไปที่ที่เงียบกว่าเดิม
5. แบบร่างกาย ให้พาไปหาหมอ โดยเฉพาะหมาสูงวัยที่เพิ่งเริ่มหอนให้รีบหาหมอก่อนจะคิดถึงการปรับพฤติกรรมครับ
สิ่งที่ไม่ควรทำ ผมไม่แนะนำให้ดุตอนที่เขากำลังหอน และใช้ปลอกคอกันเห่าทุกชนิด เพราะการดุก็คือความสนใจรูปแบบหนึ่ง ส่วนอุปกรณ์ที่ทำให้เงียบไม่ได้แก้เหตุ มันแค่ปิดเสียงที่กำลังบอกเราว่าเกิดอะไรขึ้น