Social Icons
ข้ามไปยังเนื้อหา
หมาขี้กลัวยังไง ? เข้าใจหมาขี้กลัว 3 แบบผ่านการมองโลกและความมั่นใจ

หมาขี้กลัวยังไง ? เข้าใจหมาขี้กลัว 3 แบบผ่านการมองโลกและความมั่นใจ

อ่าน 5 นาที โดย

หมาบางตัวหวาดกลัวทุกสิ่งรอบตัวจนไม่กล้าทำอะไร ในขณะที่บางตัวดูก้าวร้าว และพร้อมจะพุ่งใส่ทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้พฤติกรรมจะต่างกันโดยสิ้นเชิงแต่สำหรับวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมนั้น หมาทั้งสองแบบสามารถอธิบายได้ผ่าน 2 ปัจจัยหลักนั่นคือ “การมองโลกในแง่ดี” (Optimism) และ “ความมั่นใจ” (Confidence)

บทความนี้จะชวนเรามาทำความเข้าใจโลกในมุมมองของหมาที่กำลังสับสน หวาดกลัว หรือมองโลกในแง่ร้าย เพื่อให้เราสามารถช่วยหมาขี้กลัวได้ยังไง

สารบัญ (5 หัวข้อ)

การมองโลก และความมั่นใจ

“การมองโลก” และ “ความมั่นใจ” เป็นคนละเรื่องกัน แต่ทั้งสองสิ่งนี้ทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดพฤติกรรมของหมา

  • การมองโลกในแง่ดี (Optimism): สิ่งนี้คือ “ความคาดหวัง” ของหมาว่าเมื่อเจอเหตุการณ์ที่ไม่คุ้นเคย ผลลัพธ์จะออกมาดี มันคืออารมณ์ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงได้ หมาที่มองโลกในแง่ดีจะฟื้นตัวจากความผิดหวังได้เร็ว พยายามทำสิ่งต่างๆ ต่อไป และร่าเริง ส่วนหมาที่มองโลกในแง่ร้าย เขาจะคาดหวังว่าเรื่องแย่ๆ กำลังจะเกิดขึ้น ยอมแพ้ง่าย และเครียดกับอุปสรรคเพียงเล็กน้อย
  • ความมั่นใจ (Confidence): สิ่งนี้คือ “ความกล้า” ที่จะลงมือทำ กล้าสำรวจ และรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ความมั่นใจมักจะเป็นลักษณะนิสัยที่ฝังลึกกว่า (เป็นพื้นอารมณ์หรือพันธุกรรม) แต่ก็ยังพัฒนาได้ผ่านการเข้าสังคมและประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จ หมาที่มั่นใจจะกล้าเข้าหาคนหรือสิ่งของใหม่ๆ ส่วนหมาที่ขาดความมั่นใจจะลังเล หวาดระแวง และถอยหนี

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า 2 สิ่งนี้มีความเกี่ยวข้องกันแต่สามารถแยกออกจากกันได้ หมายความว่า หมาที่กล้าหาญ (มั่นใจสูง) อาจจะเป็นหมาที่มองโลกในแง่ร้ายก็ได้ และหมาที่ขี้อาย (ขาดความมั่นใจ) ก็อาจจะมองโลกในแง่ดีได้เช่นกัน การจับคู่ 2 ปัจจัยนี้ทำให้เกิดรูปแบบพฤติกรรมที่เราใช้ทำความเข้าใจและวางแผนช่วยเหลือเขาได้ง่ายขึ้น

เจาะลึกจิตใจ: เข้าใจหมาขี้กลัว 3 รูปแบบ

หมาในอุดมคติคือหมาที่ความมั่นใจสูงและมองโลกในแง่ดี กลุ่มนี้มักไม่มีปัญหาในด้านของความกลัวเพราะเขาพร้อมเรียนรู้และฟื้นตัวจากความเครียดได้ดี แต่หมาที่ขาดด้านใดด้านหนึ่งของการมองโลก และความมั่นใจนั้นจะมีอีก 3 รูปแบบที่ต้องการความเข้าใจจากเรา

กลุ่มที่ 1: “หมามองโลกในแง่ดี แต่ขาดความมั่นใจ”

  • สิ่งที่อยู่ในใจเขา: เขาอยากให้เรื่องดีๆ เกิดขึ้น เขามีแรงจูงใจเรื่องอาหาร การเล่น หรืออยากเข้าหาคน แต่ร่างกายเขาแสดงออกถึงความลังเล ตกใจง่าย และไม่กล้าเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่ เขาอาจจะยืนแข็งทื่อแทนที่จะวิ่งหนี แล้วถึงจะค่อยๆ ปรับตัวได้ เขาคือหมาที่อ่อนไหว ขี้อาย แต่น่ารัก
  • วิธีช่วย: การช่วยหมากลุ่มนี้ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ามาก เพราะลึกๆ แล้วเขายังคาดหวังสิ่งดีๆ อยู่ เราต้องสร้างความมั่นใจให้เขาผ่านการสร้างความสำเร็จเล็ก ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ให้เขาเรียนรู้ว่าความพยายามจะนำมาซึ่งรางวัล ให้สิทธิเขาเลือกที่จะเข้าหาหรือถอยหนีตามจังหวะของตัวเอง กิจกรรมที่เหมาะสมมากคือการฝึกดมกลิ่น (Nose work) เพราะเป็นกิจกรรมที่เขาควบคุมได้เอง ไร้ความกดดัน และช่วยสร้างความมั่นใจได้จริง
  • ข้อควรระวัง: ห้ามบังคับให้เขาเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัว (Flooding) ห้ามใช้ของหลอกล่อให้เขาข้ามขีดจำกัดความกลัว และอย่าเร่งรีบ

กลุ่มที่ 2: “หมามั่นใจสูง แต่มองโลกในแง่ร้าย”

  • สิ่งที่อยู่ในใจเขา: เขากล้าลงมือทำและไม่กลัวที่จะเผชิญหน้า แต่เขากลับคาดหวังว่าผลลัพธ์จะออกมาแย่ พฤติกรรมที่แสดงออกจึงดูหงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว ชอบแย่งสิ่งของ หรือใช้พฤติกรรมขู่เพื่อรักษาระยะห่าง หมากลุ่มนี้มักเกิดจากการถูกทำลายความเชื่อใจ เช่น เจอการฝึกที่ใช้ความรุนแรง หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนจนความพยายามของเขาไม่เคยเป็นผล นอกจากนี้ หมาที่กล้าหาญแต่มีอาการเจ็บป่วยหรือเครียดเรื้อรังก็มักจะแสดงพฤติกรรมในกลุ่มนี้เช่นกัน
  • วิธีช่วย: เราต้องสร้างความคาดหวังเชิงบวกขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนมาใช้วิธีการฝึกเชิงบวกที่ให้รางวัลอย่างสม่ำเสมอทำให้ผลลัพธ์ในชีวิตของเขาคาดเดาได้อย่างชัดเจน สอนให้เขารู้ว่าความใจเย็นและการพยายามจะทำให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องพาไปตรวจสุขภาพเพื่อหาสาเหตุความเจ็บปวดที่อาจซ่อนอยู่ เพราะหมากลุ่มนี้มักจะเก็บอาการเจ็บปวดและแสดงออกเป็นความหงุดหงิดหรือก้าวร้าวแทน
  • ข้อควรระวัง: ห้ามใช้วิธีการทำโทษหรือฝึกเชิงลบเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้เขามองโลกในแง่ร้ายลึกลงไปอีก และอาจกระตุ้นให้เขาก้าวร้าวเพื่อป้องกันตัวเองรุนแรงขึ้น 

กลุ่มที่ 3: “หมาที่ขาดทั้งความมั่นใจและมองโลกในแง่ร้าย”

  • สิ่งที่อยู่ในใจเขา: นี่คือกลุ่มที่น่าสงสารที่สุด เพราะเขาคาดหวังว่าจะมีแต่เรื่องแย่ๆ เกิดขึ้น และเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะลงมือทำอะไรเลย เขาคือหมาที่หวาดกลัว วิตกกังวล และปิดกั้นตัวเอง เขาหลีกเลี่ยงสิ่งใหม่ ยอมแพ้อย่างรวดเร็ว ตื่นตระหนกง่าย กินอาหารไม่ได้ในสถานที่ใหม่ๆ ส่วนใหญ่จะเลือกหนีก่อน แต่อาจแสดงความก้าวร้าวเพราะความกลัวเมื่อถูกต้อนให้จนมุม หมาในกลุ่มนี้มักมีปัญหาสวัสดิภาพย่ำแย่ ขาดการเข้าสังคม หรือมีความเจ็บปวดรุนแรงซ่อนอยู่
  • วิธีช่วย: สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้างความปลอดภัยและความมั่นคง จัดพื้นที่ปลอดภัยให้เขาพักผ่อนและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นความกลัวก่อนจะเริ่มทำการฝึกใดๆ ให้ความสำคัญกับการพาสัตว์แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมมาตรวจประเมิน เพื่อรักษาความเจ็บปวด หรืออาจต้องใช้ยาเพื่อลดความกังวล (เช่น fluoxetine) ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่าการใช้ยาร่วมกับการปรับพฤติกรรมช่วยเปลี่ยนให้หมากลับมามองโลกในแง่ดีขึ้นได้ จากนั้นค่อยๆ ปรับพฤติกรรมอย่างช้าๆ ภายใต้ระดับที่เขารับได้ ให้ทางเลือกเขาเยอะๆ กิจกรรมดมกลิ่นเบาๆ ก็สามารถช่วยสร้างความมั่นใจได้เช่นกัน
  • ข้อควรระวัง: ห้ามใช้วิธีการฝึกที่กดดัน ทำโทษ หรือบังคับให้เผชิญความกลัวโดยเด็ดขาด เพราะจะผลักให้หมาที่รู้สึกไร้หนทางอยู่แล้วยิ่งปิดกั้นตัวเองหนักขึ้นไปอีก การฟื้นฟูหมากลุ่มนี้ต้องใช้เวลาและอาจไม่เป็นเส้นตรง เราต้องวัดผลจากแนวโน้มที่ดีขึ้น ไม่ใช่วัดผลแบบวันต่อวัน

ทำไมการทำโทษถึงทำร้ายจิตใจหมามากกว่าที่หลายคนคิด?

หลายคนยังเชื่อว่าการทำโทษ (เช่น กระตุกสายจูง ใช้ปลอกคอหนาม หรือดุด่า) จะช่วยแก้ปัญหาพฤติกรรมได้ แต่วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่ามันคือการทำลายการมองโลกในแง่ดีของหมาโดยตรง

งานวิจัยจาก Casey และคณะในปี 2021 พบว่า หมาที่เจ้าของใช้วิธีฝึกเชิงลบตั้งแต่ 2 วิธีขึ้นไป จะมีทัศนคติที่มองโลกในแง่ร้ายอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะมีความคาดหวังต่อรางวัลหรือสิ่งดีๆ ในชีวิตลดลง

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ Vieira de Castro ในปี 2020 ที่เปรียบเทียบหมาที่ฝึกด้วยรางวัลกับหมาที่ฝึกด้วยการทำโทษ ผลปรากฏว่าหมาที่ถูกฝึกด้วยความรุนแรงแสดงพฤติกรรมเครียดมากกว่า มีระดับฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) สูงขึ้นหลังการฝึก และแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพวกเขามีทัศนคติมองโลกในแง่ร้ายเมื่อทำแบบทดสอบ ดังนั้น การเลิกใช้วิธีรุนแรงคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในการช่วยหมาทุกตัว

4 วิธีเปลี่ยนชีวิต: กุญแจสำคัญที่ช่วยหมาได้ทุกกลุ่ม

ไม่ว่าหมาของเราจะขาดความมั่นใจหรือมองโลกในแง่ร้ายอยู่ในระดับไหน นี่คือหลักการอ้างอิงจากงานวิจัยที่เราสามารถนำไปปรับใช้เพื่อดึงเขากลับมาสู่โลกที่สดใสได้

  1. ใช้การฝึกเชิงบวก 100% (Reward-based training): งดใช้อุปกรณ์หรือวิธีการที่สร้างความเจ็บปวดหรือความกลัวโดยเด็ดขาด เช่น ปลอกคอหนาม ปลอกคอไฟฟ้า สายจูงกระตุก หรือการทำให้ตกใจ การเลิกใช้วิธีรุนแรงคือการเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับหมาที่หวาดกลัวหรือมองโลกในแง่ร้าย
  2. มอบสิทธิเลือกและอำนาจควบคุมให้เขา: หมาที่สูญเสียการควบคุมจะเกิดภาวะสิ้นหวัง (Learned helplessness) การให้เขามีทางเลือกที่ปลอดภัย สร้างกิจวัตรประจำวันที่คาดเดาได้ จะช่วยลดฮอร์โมนความเครียด สร้างความเข้มแข็งทางใจ และฟื้นฟูการมองโลกในแง่ดีของเขาได้
  3. ให้เขาใช้จมูก (Nose work): งานวิจัยยืนยันชัดเจนว่าการเพิ่มกิจกรรมดมกลิ่นช่วยเพิ่มการมองโลกในแง่ดีให้หมาได้อย่างเป็นรูปธรรม หมาที่ได้เล่นกิจกรรมดมกลิ่นเป็นเวลา 2 สัปดาห์ มีความกล้าเข้าหาสิ่งของที่ไม่คุ้นเคยเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กิจกรรมนี้ลงทุนน้อย ไร้ความกดดัน แต่ให้ผลตอบแทนทางใจสูงมากสำหรับหมาทุกกลุ่ม
  4. ตรวจสุขภาพเพื่อตัดประเด็นความเจ็บปวด: อาการก้าวร้าว หงุดหงิด หรือหวาดกลัวอย่างกะทันหัน มักมีสาเหตุมาจากความเจ็บปวดทางกาย งานวิจัยประเมินว่าปัญหาพฤติกรรมในหมามากกว่า 30% มีสาเหตุจากความเจ็บปวด และบางกรณีอาจสูงถึงเกือบ 80% ความเจ็บปวดมักซ่อนตัวเก่ง ดังนั้นหากพฤติกรรมเขาเปลี่ยนไป ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อความแน่ใจ

สรุป: ความเข้าใจคือวัคซีนที่ดีที่สุด

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหมาเป็นการเยียวยาจิตใจที่ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ การแบ่งพฤติกรรมตามการมองโลก และความมั่นใจ เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้เราวางแผนการดูแลเขาได้ถูกจุด ไม่ใช่การประทับตราตัดสินว่าเขาเป็นหมาแบบไหนไปตลอดชีวิต

สิ่งสำคัญคือเราต้องคอยสังเกตความก้าวหน้าของเขา หากเขาฟื้นตัวจากอาการตกใจได้เร็วขึ้น เริ่มเสนอตัวทำพฤติกรรมต่างๆ มากขึ้น กล้าเดินเข้าหาสิ่งใหม่ๆ และยังคงพยายามต่อแม้จะทำพลาด นั่นคือสัญญาณที่บอกชัดเจนว่าจิตใจของเขากำลังฟื้นฟูไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่หากเขาเริ่มมีอาการถอยหนี ปิดกั้นตัวเอง ก้าวร้าวรุนแรงขึ้น หรือเบื่ออาหารระหว่างฝึก เราต้องลดความยากลง ถอยห่างจากสิ่งกระตุ้น และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันที

ใช้ความเข้าใจและความใจเย็นเป็นเข็มทิศ แล้วเราจะสามารถดึงความสดใสของเขากลับมาได้ในที่สุด

Avatar

Nattawut Hansuwat

ที่ Dogology เราฝึกหมาเพื่อการใช้ชีวิตร่วมกัน ฝึกโดยคนที่รักหมา ด้วยวิธีการฝึกที่สนุก และอิงหลักวิทยาศาสตร์

Next step

เริ่มต้นจากการเข้าใจหมาของเรา

สำรวจ 16 Mindset ของหมากับได้ฟรี หรือเริ่มเรียนรู้พื้นฐานกับคอร์ส Dogology 101