Table of Contents

เรารู้กันดีว่าธรรมชาติหมานั้นหูที่ดีกว่ามนุษย์เรามาก ว่าดีกว่าแค่ไหนนั้นยังคงเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษากันอยู่ แต่หลายงานวิจัยก็แสดงให้เห็นว่าการได้ยินของสุนัขนั้นทั้งไวต่อเสียงมากกว่าและได้ยินในคลื่นความถี่ที่กว้างกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเสียงที่มีความถี่สูงๆ ซึ่งหูของมนุษย์เราอาจจะไม่ได้ยินด้วยซ้ำ ความสามารถพิเศษนี้เองที่อาจสร้างปัญหาน่าปวดหัวได้ เมื่อเสียงที่สำหรับเราอาจจะฟังดูปกติ หรือเบาจนไม่ได้ใส่ใจ กลับกลายเป็นเสียงที่ดังจนน่าทรมานหรือน่าตกใจสำหรับเขา

แม้ว่าหมาแต่ละตัวจะมีความแตกต่างกันไป แต่ก็มีเสียงบางประเภทที่มักจะทำให้หมาส่วนใหญ่รู้สึกไม่สบายใจหรือหวาดกลัวได้ง่ายเป็นพิเศษ วันนี้เราจะมาดูกันครับว่ามีเสียงอะไรบ้าง และเราจะช่วยน้องหมาที่กลัวเสียงดังเหล่านี้ได้อย่างไร

ทำไมหูของน้องหมาถึงไวเป็นพิเศษ?

หมาได้ยินเสียงในย่านความถี่ที่กว้างกว่าเรามาก โดยเฉพาะเสียงแหลมสูง (High-frequency) พวกเขาจึงอาจได้ยินเสียงของเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิดที่หูเราไม่ได้ยิน และความไวต่อเสียง (Sensitivity) ที่มากกว่า ก็หมายความว่าเสียงที่ดังในระดับหนึ่งสำหรับเรา อาจจะดังมากจนแสบแก้วหูสำหรับพวกเขาเลยทีเดียว

เสียงอะไรบ้างที่น้องหมาส่วนใหญ่ไม่ชอบ

  1. เครื่องดูดฝุ่น: หลายตัวไม่ชอบเพราะมันทั้งเสียงดัง มักจะมีเสียงหวีดแหลมๆ เคลื่อนไหวแปลกๆ (ในมุมมองของหมา) สร้างแรงสั่นสะเทือนที่รู้สึกได้ถึงพื้น แถมยังมีกลิ่นแปลกๆ ด้วย
  2. เสียงฟ้าร้อง/พายุฝน: พายุฝนฟ้าคะนองเป็นเรื่องยากลำบากเป็นพิเศษสำหรับน้องหมาที่ไวต่อเสียง เพราะเสียงฟ้าร้องอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศ แสงฟ้าแลบแปลบปลาบ เสียงลม และเสียงเม็ดฝน ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้เขาหวาดกลัวได้ด้วย
  3. เสียงพลุ/เสียงปืน: เสียงดังสนั่นที่ระเบิดขึ้นมาเหมือนไม่มีปี่มีขลุ่ย มักจะมาพร้อมกับแสงวาบและกลิ่นฉุน เหล่านี้สามารถทำให้น้องหมาตกใจได้มาก ๆ
  4. เสียงสัญญาณเตือน/เสียงไซเรน: ตั้งแต่เสียงสัญญาณเตือนควันในครัวไปจนถึงเสียงรถหวอ เสียงสัญญาณที่แหลมสูงและดังซ้ำๆ สามารถกระตุ้นปฏิกิริยาเชิงลบในหมาได้

เสียงที่กล่าวมาข้างต้นนอกจเหนือจากเสียงฟ้าร้องและฝนแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเสียงที่เกิดจากมนุษย์สร้างขึ้นและไม่มีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ นั่นทำให้สัญชาติญาณของหมาไม่มีกลไกจะรับมือกับเสียงเหล่านี้โดยธรรมชาติ ดังนั้นนอกเหนือจากลิสต์ข้างต้นแล้วเสียงของใช้มนุษย์อื่น ๆ เช่น เสียงเครื่องตัดหญ้า ไดร์เป่าผม เครื่องมือช่าง เสียงรถบรรทุก เสียงแตรรถยนต์ ก็ติดอันดับเสียงที่น้องหมาไม่ชอบอยู่เป็นประจำเช่นกัน

เมื่อไหร่ที่ “ความกลัวเสียงดัง” กลายเป็นปัญหา?

ไม่ว่าคนหรือหมา พวกเราส่วนใหญ่ก็มีปฏิกิริยาสะดุ้งตกใจต่อเสียงดังที่เกิดขึ้นกะทันหันอยู่แล้วครับ ถ้าน้องหมาของคุณแค่สะดุ้งเมื่อคุณเผลอทำหม้อหล่นดังโครมบนพื้นครัว นั่นเป็นเรื่องปกติมากๆ (เชื่อว่าหลายคนก็คงสะดุ้งเหมือนกัน) ถ้าหลังจากนั้นเขากลับไปทำกิจกรรมเดิมๆ ได้อย่างรวดเร็วและไม่แสดงอาการหวาดผวาอะไรต่อ เราก็ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าพยายามไม่ทำของหล่นใส่เขาบ่อยๆ

แต่ถ้าคุณทำหม้อหล่นแล้วน้องหมาวิ่งหนีไปซ่อนตัวเป็นเวลานาน ไม่ยอมกลับเข้ามาในครัวด้วยตัวเอง หรือมีอาการวิตกกังวลทุกครั้งที่คุณหยิบหม้อใบนั้น นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเขาต้องการความช่วยเหลือเพื่อเอาชนะความกลัวเสียงนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเสียงที่เกิดขึ้นเป็นประจำในชีวิตของเขา อาการไวต่อเสียงแบบนี้อาจจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดในน้องหมาที่กลัวเสียงฟ้าร้อง แค่มีฝนตกปรอยๆ หรือเสียงฟ้าร้องอยู่ไกลๆ จนคนแทบไม่ได้ยิน ก็อาจจะทำให้น้องหมาที่ไวต่อเสียงตื่นตระหนกได้แล้ว เพราะเขากำลังคาดหวังถึงเสียงอันน่ากลัวที่กำลังจะตามมา

3 แนวทางช่วยหมาจากความกลัวเสียงดัง

การช่วยเหลือน้องหมาที่กลัวเสียงนั้นมีหลายวิธี ซึ่งสามารถแบ่งวิธีการหลักๆ ได้ดังนี้:

1. การจัดการสภาพแวดล้อม (Management)

เป็นสิ่งแรกที่ควรทำคือพยายามหาสาเหตุว่าเสียงอะไรที่ทำให้น้องหมาของคุณไม่สบายใจ แล้วหาวิธีลดหรือหลีกเลี่ยงเสียงเหล่านั้น

  • การลดผลกระทบของเสียง (Mitigation):
    • พาเขาไปอยู่ในห้องที่เงียบและมีฉนวนกันเสียงได้ดี
    • ถ้าเขาคุ้นเคยและสบายใจกับการอยู่ในกรง ให้เขาเข้าไปอยู่ในกรงที่คลุมผ้าไว้
    • เปิดเพลง หรือทีวีเบาๆ เพื่อช่วยกลบเสียงที่น่ากลัว

2. การแก้ความกลัวโดยใช้ Counter-conditioning และ Desensitization

การลดความไวต่อเสียงที่น้องหมากลัวนั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความใจเย็น โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหาโดยถ้าอาการไม่รุนแรงนั้นเจ้าของสามารถทำได้เอง โดยใช้เวลาประมาณครั้งละ 30 นาที และเห็นผลได้ใน 1-2 สัปดาห์ โดยมี 2 เทคนิคที่ทำร่วมกัน คือ การ Desensitization เพื่อลดการตอบสนองต่อความกลัว และ Counter-conditioning คือการสร้างความรู้สึกดีให้กับสิ่งที่ปกติเขากลัว

ระวัง: ก่อนจะเริ่มทำควรอ่านขั้นตอนทั้งหมดให้ดีก่อนนะครับ เพราะถ้าทำผิดอาจทำให้ปัญหาแย่ลงได้ ถ้าอ่านแล้วไม่มั่นใจแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ Dogology ได้ครับ

การเตรียมตัว (Preparation)

  1. หาบันทึกเสียงของเสียงที่หมากลัว เช่น ถ้าหมากลังฟ้าร้อง หรือพลุ ให้หาเสียงอัดฟ้าร้องหรือพลุจาก Youtube หรือแหล่งอื่น ๆ เพื่อเตรียมไว้
  2. หาจุดที่หมาเริ่มกลัว: ไฟล์เสียงจะทำให้เราควบคุมความดังได้ ดังนั้นเมื่อเราได้เสียงมาแล้ว ลองเปิดให้น้องหมาฟัง โดยเริ่มจากเปิดให้เขาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และอย่าลืมว่าหมาจะได้ยินความดังที่เราอาจจะไม่ได้ยิน ดังนั้นเริ่มให้เบาที่สุดแม้เราจะไม่ได้ยินเลยก็ตาม

    ระหว่างที่เราค่อย ๆ ไล่ความดังขึ้น คอยสังเกตุอาการหมา ทันทีที่เขาเริ่มแสดงอาการกลัวเพียงเล็กน้อย ให้ปิดเสียงทันที เราไม่ต้องการกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาความกลัวเต็มรูปแบบครับ เราแค่ต้องการหาระดับความดังที่เขา “เริ่มต้น” ตอบสนองเท่านั้น ถ้าเจอแล้วก็จำไว้นะครับว่าดังประมาณไหน เราจะเรียกความดังนี้ว่า จุดความกลัว
  3. รอให้เขาผ่อนคลายเต็มที่ใหม่: ทั้งหมดนี้คือการเตรียมตัว หลังจากนี้เราจะเริ่มฝึกจริง ๆ แล้ว และก่อนเริ่มการฝึกนั้นควรรอให้ชัวร์ว่าหมาเราภาวะผ่อนคลาย สบายๆ ไม่มีความเครียดหรือกังวลใดๆ

ขั้นตอนการฝึก

เมื่อน้องหมาผ่อนคลายดีแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มโปรแกรมครับ:

  1. เปิดเสียงให้เบากว่าจุดที่หมาเริ่มตอบสนอง: เริ่มต้นด้วยการเปิดเสียงในระดับที่ต่ำกว่าจุดความกลัว ซึ่งสำหรับบางคนแล้วอาจจะเบามากจนเราแทบไม่ได้ยินเลยก็ได้
  2. รอและสังเกต: เปิดเสียงในระดับนี้ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที หรือมากกว่านั้น สังเกตอาการหมา หากเขายังคงสงบและผ่อนคลายดี ก็ไปขั้นตอนต่อไป
  3. เพิ่มเสียงเล็กน้อย ค่อยๆ เพิ่มระดับเสียงขึ้นแค่เล็กน้อยเท่านั้น
  4. ให้ขนมที่เขาชอบ: ในขณะที่เขายังคงสงบอยู่กับเสียงที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยนั้น ให้ของรางวัลที่เขาชอบมาก ๆ ทันที เพราะเราต้องการให้เขาเรียนรู้ว่า “เมื่อมีเสียงฟ้าร้อง (หรือเสียงที่เขากลัว) เกิดขึ้น จะมีแต่เรื่องดีๆ ตามมาเสมอ”
  5. ให้รางวัลอย่างต่อเนื่อง: ในระหว่างที่เปิดเสียงในระดับนั้นๆ อยู่ ให้ของรางวัลเรื่อย ๆ พร้อมกับคำชม
  6. ค่อยๆ เพิ่มความดังอีกครั้ง: เมื่อเวลาผ่านไปสัก 5 นาทีแล้วหมายังคงผ่อนคลายดี ให้ค่อยๆ เพิ่มระดับเสียงขึ้นอีกเล็กน้อย ทำซ้ำขั้นตอนที่ 4 และ 5
  7. สังเกตปฏิกิริยาเริ่มกลัว: ในระหว่างที่เราเริ่มเพิ่มเสียง อาจจะมีจุดที่น้องหมาอาจจะเริ่มแสดงปฏิกิริยาความกลัวเบา ๆ ออกมา (ถ้าไม่เบาแปลว่าเราอาจจะเพิ่มระดับเสียงเร็วเกินไป) ให้สังเกตอาการหอบ หางตก การเดินไปมาเข้ามาคลอเคลีย หรือสัญญาณความเครียดอื่นๆ
  8. เมื่อหมาเริ่มแสดงอาการกลัวเบา ๆ: เรามีสองทางเลือก
    • ลดระดับเสียงลงทันที: กลับไปที่ระดับเสียงก่อนหน้าที่เขายังรู้สึกสบายๆ และค่อยไต่ระดับใหม่
    • รอให้เขาปรับตัว (Habituation): หากปฏิกิริยาที่แสดงออกมานั้นอ่อนจริงๆ และที่ผ่านมาเราเพิ่มระดับเสียงขึ้นมาอย่างช้าๆ การรอให้เขาปรับตัวเข้ากับระดับเสียงนั้นได้เอง (Habituation) จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
  9. รักษาระดับเสียงนั้นไว้: เมื่อเลือกที่จะรอให้เขาปรับตัว หรือลดระดับเสียงลงมาแล้ว ให้คงระดับเสียงนั้นไว้สักพักหนึ่ง (ขึ้นอยู่กับหมาแต่ละตัว) ก่อนที่จะพยายามเพิ่มระดับเสียงอีกครั้ง
  10. ให้รางวัลเมื่อผ่อนคลาย: ทันทีที่น้องหมาผ่อนคลายลงอีกครั้ง (สัญญาณความเครียดหายไป) ให้กลับมาให้รางวัลอีกครั้ง

สำคัญ: อย่ากระตุ้นให้เกิดความกลัวเต็มรูปแบบ!

นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดครับ อย่าเปิดเสียงดังเกินไป หรือเร็วเกินไปโดยเด็ดขาด นี่เป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการทำโปรแกรม Desensitization คือการเพิ่มระดับสิ่งกระตุ้นเร็วเกินไป

การกระตุ้นให้น้องหมาเกิดปฏิกิริยาความกลัวเต็มรูปแบบนั้น เขาจะที่ไม่สามารถปรับตัวได้ และถือเป็นความถดถอยในการฝึก ดังนั้นเรื่องนี้ต้องใจเย็นมาก ๆ แม้ว่าครั้งแรกๆ อาจจะดูเหมือนคืบหน้าช้า แต่โดยทั่วไปแล้วเซสชั่นต่อๆ ไปจะเร็วขึ้นมาก บ่อยครั้งที่ใช้เวลาเพียง 3-5 ครั้งเท่านั้นในการก้าวผ่านระดับเสียงเริ่มต้นที่เคยทำให้น้องหมาแสดงอาการกลัวออกมาได้ ซึ่งอาจจะสำเร็จได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

การเพิ่มสิ่งกระตุ้นอื่นๆ และการฝึกในหลาย ๆ สถานที่ (Generalization)

  1. เมื่อหมาเริ่มยอมรับเสียงดังได้: เมื่อน้องหมาของคุณเริ่มโอเคกับเสียงฟ้าร้อง (จากเสียงอัด) ในระดับที่ดังได้แล้ว ให้ลองลดระดับเสียงลง และค่อยๆ เพิ่ม “สิ่งกระตุ้นอื่นๆ” ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขากลัวเข้าไปทีละอย่าง (เช่น หากเขากลัวพายุ อาจจะลองใช้ไฟกะพริบเบาๆ จำลองฟ้าแลบ หรือเสียงลมเบาๆ)
  2. ลดความเข้มข้นเมื่อเพิ่มสิ่งใหม่: ทุกครั้งที่คุณเพิ่มสิ่งกระตุ้นใหม่เข้าไป ให้ลดความเข้มของสิ่งกระตุ้นอื่นๆ ลงก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มระดับขึ้นมาใหม่ทีละอย่าง
  3. เปลี่ยนสถานที่ฝึก: ลองเปลี่ยนสถานที่ฝึกไปตามห้องต่างๆ ในบ้านเป็นครั้งคราว เพื่อให้เขาเรียนรู้ที่จะโอเคกับสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ได้ในทุกๆ ที่
  4. ฝึกในชีวิตประจำวัน: สร้าง “พายุจำลอง” ขึ้นนอกเซสชั่นการฝึกบ้าง เช่น ในตอนแรกอาจจะเปิดเสียงเบาๆ ในขณะที่น้องหมากำลังเล่นของเล่นชิ้นโปรด หรือกำลังกินอาหารเย็น จากนั้นก็ลองเปิดในเวลาอื่นๆ แบบสุ่ม
  5. ฝึกเมื่อเราไม่อยู่บ้าน (ขั้นสูง): เมื่อน้องหมาของคุณรู้สึกสบายๆ กับเสียงพายุในทุกสถานการณ์เหล่านี้แล้ว คุณอาจจะลองตั้งเวลาให้เครื่องเล่นเสียงทำงานในระดับที่เบามาก และเป็นช่วงเวลาสั้นๆ (ในตอนแรก) ในขณะที่คุณไม่อยู่บ้าน
    • อย่าลืม: ทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามของการฝึก (เช่น สถานที่, เวลา, การมีอยู่ของคุณ) เราต้องลดความเข้มข้นขององค์ประกอบแต่ละอย่างลงก่อนทุกครั้ง

ฝึกแบบนี้ใช้เวลาเท่าไหร่ ?

มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการฝึกบ่อย ๆ ครั้งละประมาณ 30-45 นาที มักจะได้ผลดีกว่าการทำสั้นๆ หลายๆ ครั้ง และสำหรับกรณีที่หมามีอาการกลัวในระดับน้อยถึงปานกลางอาจจะรักษาให้ดีขึ้นได้สำเร็จภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่สำหรับกรณีที่รุนแรง อาจจะต้องใช้เวลานานกว่านั้น – หนึ่งเดือนหรือมากกว่านั้นถือเป็นเรื่องปกติ และในบางครั้งหมาบางตัวก็อาจจะดีขึ้นแต่ไม่หายสนิท

การชมและให้รางวัล:

อย่าลืมให้การลูบตัว (ถ้าหมาชอบ) คำชม และรางวัลที่หมาชอบ ทุกครั้งที่เขายังคงสงบได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเสียงที่เขากลัว (แม้จะอยู่นอกเซสชั่นการฝึกอย่างเป็นทางการก็ตาม) ถ้าหมามีอาการลังเลที่จะกินขนมเมื่อเขารู้สึกกังวล ให้ลองใช้ขนมที่เขาชอบเป็นพิเศษจริงๆ เช่น ชิ้นเบคอนเล็กๆ หรือเนื้อไก่

การฝึกแก้ความกลัวนี้แตกต่างจากการฝึกพฤติกรรมโดยเป็นการสร้างความเชื่อมโยมระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับสิ่งดี ๆ (เสียงดัง = ขนม) โดยที่หมาไม่ต้องทำอะไร ต่างจากการฝึกพฤติกรรมที่หมาต้องทำสิ่งที่เราขอถึงจะมีรางวัลตามมา นั่นหมายถึงว่าการฝึกแก้ความกลัวนี้เราไม่ต้องกังวลว่าหมาติดรางวัล หรือพยายามลดรางวัลลงในระหว่างฝึกด้วยหลักการเดียวกันกับการฝึกพฤติกรรมครับ

คำแนะนำอื่น ๆ

ฝึกนอกฤดูดีที่สุด: ในกรณีที่เสียงที่น้องหมากลัวนั้นเกิดขึ้นตามฤดูกาล (เช่น เสียงพายุฝนฟ้าคะนอง) การเริ่มต้นและทำโปรแกรมให้เสร็จสิ้นในช่วง “นอกฤดู” หรือช่วงที่ไม่มีเสียงนั้นๆ จะง่ายกว่า

การทบทวนการฝึก: การเชื่อมโยงนี้จางหายไปได้ตามกาลเวลา การทบทวนการฝึกเป็นครั้งคราว (เช่น เดือนละหนึ่งหรือสองครั้ง) จะช่วยให้การเชื่อมโยงนี้ไม่หายไปครับ

สุดท้ายคือผมอยากเน้นอีกครั้งหนึ่งว่าเรื่องนี้เราต้องใจเย็นมาก ๆ นะครับ เพราะถ้าใจร้อนและทำเร็วไปจะทำให้อาการเขาแย่ลงได้ และถ้ารู้สึกว่าการฝึกไม่คืบหน้าหรือกังวลว่าจะทำไม่ถูก แนะนำให้ปรึกษาเรา หรือผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น ๆ ให้ช่วยได้ครับ

3. ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

บางกรณีความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญนั้นอาจจะจำเป็น โดยเฉพาะกรณีที่กลัวอย่างรุนแรง อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสุนัขที่ถนัดการทำ Desensitization หรือสัตวแพทย์อาจจะให้คำแนะนำเรื่องการยาเพื่อช่วยให้น้องหมาสงบลงได้ในกรณีที่เขากลัวมากจนเป็นอันตรายกับตัวเอง

สรุปการจัดการกับความกลัวเสียง

การช่วยเหลือน้องที่กลัวเสียงดังนั้นต้องอาศัยความเข้าใจ ความอดทน และการจัดการที่ถูกวิธี และไม่มีวิธีแก้ปัญหาแบบเร่งด่วน แต่แก้ได้ด้วยความใจเย็น และความสม่ำเสมอ ขั้นตอนที่เขียนมาข้างต้นนี้จะช่วยให้หมารู้สึกปลอดภัยและมีความสุขมากขึ้นได้กับสถานการณ์ที่มีเสียงรบกวน และอย่าลืมว่าการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญนั้นอาจจะเป็นสิ่งจำเป็นในกรณีแบบนี้ครับ