หมาสมัยนี้ไม่ได้เปราะบางกว่าเดิม เรื่องเกือบทั้งลิสต์ของเราเคยเกิดกับหมารุ่นก่อนเหมือนกัน ต่างกันที่ตอนนั้นไม่มีใครอยู่ใกล้พอจะเห็นมัน
ลองย้อนกลับไปสักสิบปีก่อน หมาหลายตัวนอนนอกหน้าบ้าน นอกรั้ว กินข้าวคลุกที่เหลือจากมื้อเย็น เกรดไม่ Holistic ก็ไม่เคยเรื่องมาก เดินสัญจรออกไปเที่ยวเองตอนเช้าแล้วกลับมาตอนเย็นเองได้ไม่ต้องฝึกก็กลับบ้านเองได้
แต่ทำไมวันนี้หมาที่นอนในบ้าน ขนาดอาหารแพง ๆ เลือกมาอย่างดียังเรื่องมาก อย่าว่าแต่ออกบ้านเองกลับเองเราเดินด้วยยังเรียกไม่หัน
หมายุคนี้เลี้ยงหมายากขึ้นหรือเปล่า ? และถ้ามีคนถามว่า “ทำไมเมื่อก่อนเลี้ยงหมาบ้าน ๆ ไม่เห็นต้องอะไรเยอะเลย” เราจะตอบเขาว่ายังไงดีครับ ?
เมื่อเราเริ่มใช้ชีวิตกับหมาในบ้าน
คำตอบคือหมาไม่ได้เปลี่ยนไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือระยะห่างระหว่างเรากับเขาที่ใกล้ชิดขึ้น โดยความใกล้ชิดนี้ทั้งสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาจริง ๆ ปัญหาที่หมานอกบ้านไม่มีโอกาสมี พร้อม ๆ ไปกับทำให้เราเห็นทุกอย่างที่เขาทำ โดยเฉพาะเรื่องที่หมารุ่นก่อนก็มีปัญหา แต่ไม่เคยถูกสังเกต
เกือบทั้งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มนุษย์ให้ค่าหมาจากงานที่เขาทำ ล่าสัตว์ เฝ้าบ้าน คุมฝูง ไล่หนู ความรักมีอยู่จริง แต่มันไม่ใช่เหตุผลหลักที่หมาตัวหนึ่งได้อยู่กับเรา ตำแหน่งของเขาในบ้านค่อย ๆ ขยับเข้ามาตามยุค จากที่นอนรวมกับสัตว์เลี้ยงอื่น มาเป็นบ้านหมาหลังเล็กที่หน้าบ้าน เข้ามาในตัวบ้าน แล้วสุดท้ายก็ขึ้นมาบนเตียง
การเข้ามาใกล้กันขนาดนี้ให้ผลดีที่วัดได้จริงครับ หมาได้เข้าหาหมอมากขึ้น ได้อาหารที่เหมาะสมมากขึ้น ได้เวลาและความสนใจจากเรามากกว่าหมาทุกรุ่นที่ผ่านมา แต่มันมาพร้อมของอีกชิ้นที่เราไม่ค่อยพูดถึง คือคำว่า “มาตรฐาน” เพราะเมื่อหมากลายเป็นสมาชิกครอบครัว เขาก็ถูกวัดด้วยมาตรฐานของสมาชิกครอบครัวไปด้วย พฤติกรรมที่เมื่อก่อนแค่ “หมามันก็แบบนี้” วันนี้กลายเป็นเรื่องที่เราต้องจัดการ
หมายังเหมือนเดิม แต่เรามองปัญหาเปลี่ยนไป
เวลาเราบอกว่าหมามีปัญหา เราก็กำลังลากเส้นอยู่เส้นหนึ่ง และเส้นนั้นมักวางอยู่ตรงคำว่า “อะไรที่เราไม่ชอบ”
พูดง่าย ๆ คือถ้าผมถามคนเลี้ยงหมาว่าปีที่ผ่านมาเจอปัญหาพฤติกรรมไหม แน่นอนว่าเก้าในสิบคนตอบว่าเจอแน่ ๆ ใช่ไหมครับ ซึ่งฟังแบบนี้ดูเหมือนยุคนี้หมาปัญหาเยอะ แต่มีก็งานวิจัยที่เก็บข้อมูลนี้จริง ๆ แล้วพอถามต่อว่าไปปัญหาอันดับหนึ่งคืออะไร คำตอบไม่ใช่การกัด ไม่ใช่ความก้าวร้าว มันคือดึงสาย และอันดับสองคือเรียกไม่มา
ซึ่งย้อนกลับไปสิบปีก่อนหมานอกบ้านไม่มีปัญหาเหล่านี้แน่ ๆ ครับ เพราะไม่มีสายให้ดึง ไม่ได้ออกไปไหนด้วยกันให้ต้องเรียกมา
หมาสมัยนี้ไม่ได้เปราะบางกว่าเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือสายตาของคนที่มองปัญหาหมา ๆ จากเดิมที่ปัญหาคือแค่เรื่องของอันตราย ตอนนี้ปัญหากลายเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตด้วยกันมากขึ้น
ปัญหาเปลี่ยนไปตามระดับความใกล้ชิด
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเราใกล้ชิดกับเขามากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่หมาปัญหาเยอะขึ้น แต่คือการที่ปัญหาของหมาได้รับการเหลียวแลมากขึ้น
จริงอยู่ที่บางปัญหาเช่นหมาอยู่บ้านคนเดียวไม่ได้ คือปัญหาที่เฉพาะของวิถีชีวิตแบบใหม่ แต่ไม่เคยเป็นปัญหาของยุคก่อนเพราะเมื่อก่อนการไม่เจอหน้าเจ้าของเป็นเรื่องปกติ หรือการดึงสายจูงที่เมื่อก่อนหลายบ้านไม่ได้เดินจูงหมา แต่ก่อนหน้านี้ปัญหาที่ไม่ได้รับการมองเห็นคือสุขภาพของหมาที่ขาดปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของ
นอกจากนี้แล้วก็มีปัญหามากมายที่มีมานานแล้ว แต่เจ้าของยุคก่อนเราไม่แคร์สักเท่าไหร่ เช่น
ขู่คนที่เข้ามาใกล้บ้าน เมื่อก่อนนี่ไม่ใช่ปัญหา แต่คือเหตุผลที่หลายบ้านเลี้ยงหมา หมาที่ขู่คนแปลกหน้าที่เข้ามาใกล้รั้วคือหมาเฝ้าบ้านที่ทำงานได้ดี สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ตัวหมา แต่เป็นสิ่งที่อยู่นอกรั้ว รั้วเตี้ยลง ทางเดินใกล้ขึ้น มีเด็กในซอย มีคนส่งของวันละสามรอบ พฤติกรรมที่เคยเป็นคุณสมบัติจึงกลายเป็นปัญหาของเจ้าของยุคนี้ เพราะหมาไม่รู้ตัวว่า job description ของตัวเองเปลี่ยนไปแล้ว
หวงอาหารและหวงของ ตัวแข็งเวลาเราเดินเข้าใกล้ชามข้าว กินเร็วขึ้น หรือคาบของหนีเข้าใต้โต๊ะ ไม่มีหมาตัวไหนเกิดมาแล้วคิดว่าของในปากตัวเองเป็นของที่ต้องแบ่ง เมื่อก่อนของที่เขาคาบนั้นไม่มีใครอยากได้คืน วันนี้เรายื่นมือเข้าไปหยิบของจากปากเขาบ่อยขึ้น แล้วเรียกการที่เขาไม่ให้ว่าการหวง
กัดทำลายของในบ้าน และขุด หมานอกรั้วขุดดินได้ทุกวันและไม่มีอะไรแพงให้กัด หมาในบ้านมีดินอยู่กระถางเดียวและมีโซฟาราคาสี่หมื่น พฤติกรรมเดิมทั้งคู่ ต่างกันที่มูลค่าของสิ่งที่อยู่ในระยะที่เขาเดินไปถึง และความอยากขุดอยากแทะของเขาก็ไม่ได้หายไปพร้อมกับสวนที่เคยมี
ขับถ่ายไม่เป็นที่ ก็เป็นปัญหาใหม่ เพราะข้างนอกทั้งหมดคือที่ของเขา หมาที่เดินออกไปเองไม่เคยต้องรอใครพาไป และไม่เคยต้องกลั้นรอเวลาที่คนว่าง สิ่งที่เพิ่มเข้ามาพร้อมชีวิตในบ้านจึงไม่ใช่ปัญหาของหมา แต่เป็นกฎใหม่ที่เรามีเหตุผลจะตั้ง และกฎใหม่ก็ต้องมีคนสอน ไม่ใช่เรื่องที่เขาควรรู้อยู่แล้ว
กลัวเสียงพลุ ก็เป็นปัญหาที่มีมาตลอดเช่นกัน ต่างกันที่เมื่อก่อนหมาตัวสั่นอยู่นอกบ้านคนเดียวทุกคืนปีใหม่ แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นทุกอย่างก็กลับไปเหมือนเดิม ไม่มีใครนับว่าคืนนั้นคือปัญหา วันนี้เขาสั่นอยู่ข้างเท้าเรา และพอเห็นแล้วก็ยากที่จะปล่อยไว้เฉย ๆ
การที่เราใกล้ชิดกับเขามากขึ้นไม่ได้สร้างปัญหา แต่ทำให้ปัญหาจริงที่หมาเจอจนเป็นเรื่องปกติได้รับการเหลียวแลมากขึ้น สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือจำนวนคนที่มองเห็นมันแล้วอยากทำอะไรกับมัน หมาที่ตัวสั่นทุกปีใหม่เมื่อก่อนคือหมาที่ต้องทนไปเอง วันนี้คือหมาที่มีคนพาไปหาทางออก ลิสต์ปัญหาที่ยาวขึ้นจึงเป็นสัญญาณของความใส่ใจที่มากขึ้น ไม่ได้แปลว่าเลี้ยงยากขึ้น
ทำไมเมื่อก่อนไม่เห็นต้องอะไรเยอะ
จริงอยู่ที่เมื่อก่อนวิธีที่เราเลี้ยงหมาเหนื่อยน้อยกว่านี้ แต่ประเด็นสำคัญคือตัวหมาในยุคนั้นมีชีวิตแบบไหน ? หมาที่นอนสั่นอยู่นอกบ้านคืนปีใหม่ไม่ได้แปลว่าเขาไม่กลัว มันแปลว่าเขากลัวโดยไม่มีใครรู้ ความสงบของหมายุคนั้นไม่ใช่ความสงบของหมา มันคือความสงบของคนที่มองไม่เห็นปัญหา
ปัญหาที่ดูเหมือนเพิ่มขึ้นของหมายุคนี้ไม่ใช่เรื่องของการเลี้ยงที่เราเลี้ยงประคบประหงมกว่ายุคก่อน หรือหมาเลี้ยงยากขึ้น แต่เป็นการที่เราหยุดละเลยเรื่องที่สำคัญกับเขากันแล้วครับ