มีความต้องการอยู่อย่างหนึ่งที่หมาเกือบทุกตัวขาด และเป็นสิ่งที่เราแทบไม่เคยนึกถึงเลยครับ คือการได้รู้สึกว่า “สิ่งที่ฉันทำ มีผลกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน”
ยุคนี้เราดูแลหมากันเต็มที่ครับ อาหารดี กิจกรรมเยอะ หาหมอตามนัด ของเล่นไม่เคยขาด แต่มีความต้องการอยู่อย่างหนึ่งที่หมาหลายตัวยังไม่ค่อยได้ และเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง นั่นคือการให้หมาได้รู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์มีเสียงในชีวิตของตัวเอง
ความต้องการที่เรามักลืม: การได้มีสิทธิ์เลือก
ลองนึกดูเล่น ๆ ครับว่าในหนึ่งวัน หมาของเราได้ “ตัดสินใจ” อะไรเองบ้าง เดินไปทางไหน เราเป็นคนเลือก กินตอนไหน เราเป็นคนกำหนด เล่นกับใคร พักตรงไหน ไปเที่ยวที่ไหน เกือบทั้งหมดเราตัดสินใจแทนเขา ส่วนใหญ่หมาเลือกเองได้น้อยมาก
ความรู้สึกของหมาว่า สิ่งที่เขาทำมีความหมาย เขามีทางเลือก และเขามีอำนาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ หรือเรื่องตามใจหมานะครับ
งานวิจัยด้านสวัสดิภาพสัตว์ยุคใหม่จัดให้ Agency หรือการได้มีสิทธิ์มีเสียงในชีวิตตัวเองเป็น หนึ่งความต้องการพื้นฐาน ที่สำคัญกับเขาพอ ๆ กับอาหารและการออกกำลังกาย สัตว์ที่ได้มีทางเลือก แม้จะเป็นทางเลือกเล็ก ๆ ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าสัตว์ที่ไม่มีทางเลือกอย่างชัดเจน ไม่ว่าทางเลือกนั้นจะเป็นอะไร
แต่เรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “หมามีความสุขขึ้น” ครับ
ปัญหาไม่ใช่สิ่งที่เกิดกับเขา แต่คือเขามีสิทธิ์ในมันแค่ไหน
ลองนึกภาพหมาสองตัวครับ เจอเหตุการณ์ที่กดดันแบบเดียวกันเป๊ะ ๆ ความเครียดเท่ากัน นานเท่ากัน ทุกอย่างเหมือนกันหมด ต่างกันแค่จุดเดียว ตัวแรกมีอะไรบางอย่างที่ทำแล้วเปลี่ยนสถานการณ์ได้ ส่วนตัวที่สองได้แต่ทน
ผลที่ออกมาคือ มีแค่ตัวที่ “ทำอะไรไม่ได้เลย” เท่านั้นที่จิตใจพังลง กลายเป็นหมาที่เครียดเรื้อรัง ขี้กลัว และยอมแพ้ ทั้งที่เจอเหตุการณ์เดียวกันกับอีกตัวทุกประการ
สิ่งที่หล่อหลอมหมาตัวหนึ่งให้เป็นแบบไหน ไม่ใช่ว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเขา” แต่คือ “เขามีสิทธิ์มีเสียงในสิ่งที่เกิดขึ้นมากแค่ไหน” การได้ควบคุม คือสิ่งที่สำคัญกว่าตัวเหตุการณ์เอง
แล้วการยอมแพ้มาจากไหน ? เดิมทีนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าหมาที่ยอมแพ้คือหมาที่ “เรียนรู้ว่าทำอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์” แต่งานวิจัยรุ่นใหม่ (Maier และ Seligman) กลับด้านความเข้าใจนี้ว่าการยอมแพ้ไม่ใช่สิ่งที่หมาเรียนรู้ครับ มันคือ “ค่าเริ่มต้น” ของสมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอยู่แล้วเมื่อเจอความกดดันที่ทำอะไรไม่ได้นาน ๆ
สิ่งที่สมองต้องเรียนรู้ จริง ๆ คือตรงกันข้าม คือการมีอำนาจควบคุม ความรู้สึกว่าตัวเองมีทางเลือก คือสิ่งเดียวที่กันไม่ให้หมาตกลงไปสู่โหมดยอมแพ้ตามธรรมชาติ
“หมาเชื่อฟัง” บางที ไม่ใช่หมาที่มีความสุข แต่คือหมาที่ไม่เหลือทางเลือก
หมาที่นิ่งและทำตามทุกคำสั่ง อาจเป็นหมาที่มั่นใจและมีความสุข หรืออาจเป็นหมาที่เรียนรู้ว่า “การทำตามคือทางเดียวที่เหลืออยู่” ก็ได้ สองอย่างนี้อาจจะหน้าตาเหมือนกันจากภายนอก แต่ข้างในต่างกันสิ้นเชิง
ความเข้าใจผิดที่ฝังลึกคือ “หมาเชื่อฟัง = หมาที่ดี” แต่การเชื่อฟังที่เกิดจากการไม่เหลือทางเลือก มันเปราะบางครับ มันคือ การยอม (compliance) ไม่ใช่ ความร่วมมือ (engagement) หมาที่ยอมจะทำได้ดีก็ต่อเมื่อเราคุมสถานการณ์ทุกอย่างไว้ได้ พอเจอความเครียดหรือสิ่งเร้าที่แรงพอ มันก็พังลงทันที เพราะแรงจูงใจทั้งหมดมาจากข้างนอก ไม่ได้มาจากตัวเขาเอง
และที่น่าระวังที่สุดคือ ความนิ่ง ที่ครูฝึกหลายคนภูมิใจ บางครั้งอาจไม่ใช่ความสงบ แต่คือการ “ปิดตัวเอง” (shutdown) หมาที่หยุดส่งสัญญาณ หยุดสื่อสาร หยุดเลือก ไม่ได้แปลว่าเขาสงบ แต่อาจแปลว่าเขาเลิกพยายามไปแล้ว ความสงบจริงกับการยอมแพ้ มองเผิน ๆ เหมือนกัน แต่ผลลัพท์ที่มีต่อสภาวะจิตใจนั้นตรงกันข้ามเลย
หมาที่ได้เลือก คือหมาที่สมองพร้อมคิด
การที่หมาได้เลือกนั้นนอกเหนือจากว่าเขาจะมีความสุขกว่ายังทำให้เขาเรียนรู้ได้ดีกว่าด้วย สาเหตุคือ:
เขาใช้สมองส่วนคิด ไม่ใช่แค่ทำตามรีเฟล็กซ์ เมื่อหมาได้ตัดสินใจเอง ระบบ SEEKING ในสมอง ซึ่งเป็นระบบของความอยากรู้อยากลองและการแก้ปัญหา จะทำงาน หมาที่กำลังคิดว่า “ทำแบบไหนถึงจะได้ผล” คือหมาที่กำลังเรียนรู้จริง ต่างจากหมาที่แค่ทำตามคำสั่งซ้ำ ๆ จนเป็นอัตโนมัติ
ความสำเร็จเล็ก ๆ สร้างภูมิคุ้มกันให้เขา งานวิจัยพบว่า สัตว์ที่เคยมีประสบการณ์การทำสำเร็จด้วยตัวเองมาก่อน จะทนต่อความเครียดในอนาคตได้ดีกว่าอย่างชัดเจน นี่คือรากของความมั่นใจ (Dog Confidence) ที่ติดตัวเขาไปทุกที่ ไม่ใช่แค่ในการฝึก
เขาไว้ใจได้กว่า เพราะแรงมาจากข้างใน หมาที่เลือกจะร่วมมือเอง เชื่อถือได้มากกว่าหมาที่ถูกบังคับ เพราะพฤติกรรมนั้นมาจากแรงจูงใจของตัวเขาเอง ไม่ได้ขึ้นกับว่าเราจะคุมสถานการณ์ไว้ได้ตลอดหรือเปล่า
มีงานทดลองที่พบว่าหมา (และสัตว์เกือบทุกชนิด) เลือกที่จะทำงานเพื่อให้ได้อาหาร ทั้งที่มีอาหารแบบเดียวกันวางให้ฟรีอยู่ตรงหน้า เขายอมออกแรงทั้งที่ไม่จำเป็น เพราะการได้ทำเอง ได้มีส่วนร่วม มีค่าในตัวมันเองพอที่เขายอมแลกมาด้วยแรง
เมื่อหมาเลือกที่จะให้ความร่วมมือ
ลองนึกภาพการตัดเล็บ ที่ปกติเป็นฝันร้ายของหมาหลายตัว แทนที่จะจับล็อกตัวเขาไว้แล้วรีบตัด เราสอนพฤติกรรมที่เรียกว่า “ปุ่มเริ่ม” (Start Button) เช่น การวางมือลงบนมือเรา กติกาคือ คางอยู่ = ทำต่อได้ มือยกขึ้นเมื่อไหร่ = หยุดทันที
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หมาได้ถือ “ปุ่มหยุด” ไว้ในมือตัวเอง และพอเขารู้ว่าเขาหยุดได้ทุกเมื่อ เขาจะให้ด้วยความเต็มใจมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ จนถึงขั้นที่เราสามารถฝึกหมาวางมือนิ่ง ให้ตัดเล็บเอง ยื่นหูให้ตรวจเอง เดินมาใส่สายจูงเองได้ การฝึกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าใช้การบังคับ
นี่คือพลังของการให้ทางเลือกที่การบังคับให้ไม่ได้ เพราะเราบังคับให้หมายอมได้ แต่เราบังคับให้หมา “เลือกที่จะอยู่นิ่งด้วยความเต็มใจ” ไม่ได้ การบังคับให้ได้แค่ความยอมตาม มีแต่ทางเลือกเท่านั้นที่ให้เราได้เพื่อนร่วมทีมที่เต็มใจจริง ๆ
และมันไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึกนะครับ งานวิจัยในหมา 92 ตัวพบว่า หมาที่ถูกฝึกด้วยวิธีบังคับและลงโทษ มีพฤติกรรมเครียดมากกว่าหมาที่ฝึกด้วยรางวัลอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเลียปาก หาว และระดับความเครียดในร่างกายที่สูงกว่า ขณะที่อีกงานหนึ่งพบว่าการฝึกด้วยวิธีบังคับ ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ดีกว่าการฝึกด้วยรางวัลเลย พูดอีกอย่างคือ การไม่ให้หมามีทางเลือก แลกมาด้วยความเครียดที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าตอบแทนเลยแม้แต่น้อย
วิธีเริ่มต้น สอน “ปุ่มเริ่ม” ให้หมา
จุดที่หลายคนพลาดคือรีบไปที่การตัดเล็บเลย ทั้งที่หัวใจของเรื่องนี้คือการทำให้ “ปุ่มหยุด” เชื่อถือได้จริงในสายตาหมาก่อนครับ
1. สอนท่าวางคางให้เป็นเรื่องดีก่อน วางผ้าม้วนหรือมือเราไว้ตรงหน้า พอหมาเอาคางลงแตะ ให้ขนมทันที ทำซ้ำจนเขาเลือกวางคางลงเอง เพราะรู้ว่าวางแล้วมีของดี
2. ป้อนรางวัลไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่คางยังอยู่ ไม่ใช่ให้ขนมแค่ตอนวางคางครั้งเดียว แต่ป้อนต่อเนื่องตลอดเวลาที่เขายังวางคางนิ่ง บอกเขาว่าการอยู่นิ่งตรงนี้แหละคือสิ่งที่ได้รางวัล ยิ่งคางอยู่นาน ขนมก็ยิ่งไหลมา
3. ตั้งกติกาปุ่มหยุดให้ชัดและรักษาให้ได้ คางอยู่ = เราทำต่อ (และขนมยังมี) คางยกขึ้นเมื่อไหร่ = เราหยุดมือทันที ทุกครั้ง ไม่มีข้อยกเว้น ความศักดิ์สิทธิ์ของปุ่มหยุดคือสิ่งเดียวที่ทำให้เขากล้าวางคางลง
4. ไต่ระดับทีละนิด และให้เขากำหนดจังหวะ เริ่มจากแตะอุ้งเท้าเบา ๆ แล้วปล่อย ค่อย ๆ ขยับไปจับ ถือที่ตัดเล็บ จนถึงตัดจริงทีละเล็บ โดยป้อนขนมไปด้วยตลอด ถ้าเขายกคางแปลว่าเราไปเร็วไป ถอยกลับมาขั้นที่เขาสบายใจ จบในวันที่ยังดีอยู่ดีกว่าฝืนให้ครบ
เทคนิคนี้ใช้ได้กับการดูแลแทบทุกอย่าง แปรงขน เช็ดหู หยอดยา หลักการเดียวกันคือ ให้หมาถือปุ่มหยุดไว้เสมอ และให้รางวัลกับการที่เขา “เลือกอยู่”
การให้เขาได้เลือก คือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดที่เรามอบให้หมาได้
วันนี้เราได้ให้เขามีสิทธิ์มีเสียงในชีวิตตัวเองบ้างหรือยัง ข้างในเขายังมีไฟ มีความอยากรู้ มีเสียงของตัวเองอยู่ไหม
การให้หมาได้เลือก ไม่ใช่การตามใจ และไม่ใช่การยอมเสียความเป็นผู้นำ มันคือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดที่เรามอบให้เขาได้ เพราะมันสร้างหมาที่คิดเป็น มั่นใจ ทนต่อความเครียด และไว้ใจได้จากข้างใน ไม่ใช่จากการที่เราต้องคอยคุมทุกอย่าง
และลึกไปกว่านั้น มันคือรูปแบบที่ลึกที่สุดของความสัมพันธ์ครับ เพราะเป้าหมายของเราไม่ใช่ลูกน้องที่ก้มหัวทำตาม แต่คือเพื่อนร่วมทีมที่เลือกจะเดินไปกับเราเอง
หมาที่ “สั่งอะไรก็ทำ” กับหมาที่ “เลือกที่จะทำ” อาจดูเหมือนกันในวันนี้ แต่ลองให้เขาได้มีสิทธิ์เลือกดูสักครั้ง แล้วเราจะเห็นว่าหมาที่ได้เลือก เป็นหมาที่มีชีวิตชีวากว่ามากครับ