Table of Contents

การถูกหมาขู่ใส่เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เสียความรู้สึกและชวนให้โกรธได้ง่ายมาก และหนึ่งในสาเหตุที่เจ้าของหลายคนโดนขู่คือการแตะต้องของรักของของของหมา ตั้งแต่อาหาร ชามข้าว ที่นอน หรือของเล่น ปัญหาที่พบบ่อยนี้เราเรียกว่าการ “หวงของ” (Resource Guarding)

และก่อนที่เราจะดุ ตี หรือใช้ความรุนแรงเพื่อแสดงให้เขาเห็นว่า “ใครคือเจ้านาย” เรามาทำความเข้าใจเบื้องหลังพฤติกรรมนี้กันก่อนครับ เพราะความเข้าใจผิดเพียงนิดเดียว อาจนำไปสู่อันตรายที่มากกขึ้น รวมถึงความสัมพันธ์ที่อาจพังลงด้วย

สัญชาตญาณ “หวงของ” (Resource Guarding)

พฤติกรรมนี้ในทางจิตวิทยาและพฤติกรรมสัตว์เรียกว่า Resource Guarding (การหวงทรัพยากร) ครับ

ภาพจำจากรายการทีวีสมัยก่อนที่บอกว่าหมาขู่แปลว่าหมากำลัง “ปีนเกลียว” หรือ “อยากเป็นจ่าฝูง” เป็นเรื่องที่เราควรจะลืมไปให้หมด เพราะความจริงแล้ว พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับการท้าทายอำนาจแต่เป็นส่วนหนึ่งของ “สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด” ที่ฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอของพวกเขาตั้งแต่ยุคที่ยังเป็นหมาป่า

ในธรรมชาติ อาหารและทรัพยากรไม่ได้มีเหลือเฟือ หมาตัวไหนที่รู้จักปกป้องอาหารของตัวเอง ตัวนั้นก็จะมีโอกาสรอดชีวิตและสืบพันธุ์ต่อไปได้ ดังนั้นสำหรับหมาแล้ว อะไรก็ตามที่มีค่า ไม่ว่าจะเป็น ชามข้าว, กระดูกหมู, ของเล่นชิ้นโปรด, พื้นที่นอนนุ่มๆ บนโซฟา, หรือแม้แต่ทิชชู่เน่าๆ ที่เขาเพิ่งเจอใต้โต๊ะ สิ่งเหล่านั้นคือ “สมบัติล้ำค่า” ที่เขาต้องปกป้องเอาไว้

อันตรายของการแย่งของจากปาก

สัญชาตญาณแรกของเราเวลาเห็นหมาคาบของอันตรายคือต้องรีบเอาออกมาให้เร็วที่สุดซึ่งเป็นความหวังดีที่เราอยากปกป้องเขา แต่นี่คือวิธีการที่ทำร้ายจิตใจและกระตุ้นความก้าวร้าวได้รุนแรงที่สุด

ลองนึกถึงตัวเราเองที่กำลังนั่งกินข้าวแล้ว จู่ๆ มีคนตัวใหญ่กว่าเดินเข้ามากระชากจานข้าวไปจากมือเราหน้าตาเฉย ถ้าโดนแบบนี้บ่อยๆ ครั้งต่อไปที่คนๆ นี้เดินเข้ามาใกล้ตอนเรากำลังกินข้าว แน่นอนว่าใครก็จะเริ่มระแวง และบ่อย ๆ อาจจะเริ่มเป็นฝ่ายจู่โจมก่อนที่จะโดนแย่งจานข้าวไป

แน่นอนว่าหมาเองก็เป็นแบบนี้ และเวลาที่เราใช้กำลังแย่งของจากปากเขาเขาบ่อย ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ:

1. มือของเรา =การสูญเสีย

สมองของเขาจะเริ่มสร้างการเชื่อมโยงว่า “ทุกครั้งที่มือของมนุษย์คนนี้ยื่นเข้ามาใกล้ ฉันจะต้องสูญเสียของสำคัญไปเสมอ” แทนที่มือของเราจะเป็นมือที่ให้ความรัก กลับกลายเป็นมือของหัวขโมย ทำให้เขาหมดความไว้ใจในตัวเราลง

2. กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม “รีบ ๆกลืน” (Resource Swallowing)

นอกจากอันตรายกับเราแล้ว ผลลัพธ์ที่อันตรายกับตัวเขาเองก็มีนะครับ เพราะเมื่อเขารู้ว่าถ้าถือของไว้ในปากนานๆ เดี๋ยวเราก็จะมาแย่ง ครั้งต่อไปที่เขาคาบเศษพลาสติกหรือกระดูกได้ พอเห็นเราเดินเข้าไปหา เขาอาจจะรีบกลืนให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เราแย่งทัน ซึ่งอันตรายมากโดยเฉพาะเมื่อเป็นของชิ้นใหญ่ เช่น กระดูกไก่ที่เจอตามพื้นอาจนำไปสู่การอุดตันในลำไส้และต้องผ่าตัดฉุกเฉินได้เลย และแน่นอนว่าของส่วนใหญ่ที่เราต้องพยายามแย่งจากปากเขาคือของประเภทนี้ทั้งนั้น

3. ยกระดับการป้องกันตัว (The Ladder of Aggression)

เวลาที่หมากัด ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้จู่ๆ ก็กระโดดมากัดแบบไม่มีสัญญาณ โดยก่อนจะกัดหมาจะมีแบบแผนการเตือนตามลำดับขั้นเสมอ

  • ขั้นแรก: เขาอาจจะแค่ตัวแข็งทื่อ (Freeze) และมองค้อน
  • ขั้นสอง: เอาตัวบังของ หรือคาบของหนีไปซ่อน
  • ขั้นสาม: หากเรายังตามไปต้อนให้จนมุม เขาจะส่งเสียงขู่เตือน

ขั้นขู่คือขั้นที่ละเอีดยอ่อน และหลายคนทำพลาด ด้วยการที่พอหมาขู่ก็ไปตีหรือดุด่าพฤติกรรมการขู่ และเมื่อเราสามารถหยุดการขู่ของหมาได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือหมาไม่ได้สบายใจขึ้น แต่เรียนรู้แค่ว่าขู่ไม่ได้

เมื่อเขารู้ว่าขู่แล้วโดนตี ครั้งต่อไปหมาก็จะไม่ขู่เตือนแล้ว แต่เขาจะข้ามขั้นไปสู่การ “กัดจริง” ทันที นี่คือเหตุผลที่หลายคนโดนหมากัดโดยไม่มีการขู่ก่อน

ความเชื่อผิดๆ ที่เรามักทำร้ายหมาโดยไม่รู้ตัว

นอกจากการแย่งของแล้ว ยังมีความเชื่อผิดๆ ที่สืบทอดกันมาซึ่งเป็นตัวการสร้างปัญหาหมาหวงของโดยตรงเลยครับ:

  • “ต้องเอามือล้วงชามข้าวหมาตอนกิน เพื่อแสดงความเป็นเจ้านาย”นี่คือคำแนะนำที่ไร้สาระและทำร้ายหมามากที่สุดครับ การทำแบบนี้บ่อยๆ ไม่ได้ทำให้หมารู้สึกเคารพเรา แต่เป็นการสร้างความรำคาญ หวาดระแวง และเป็นการสอนให้เขาเริ่ม “หวงชามข้าว” ด้วยมือของเราเองต่างหาก
  • “เอาของเล่นเขาไปซ่อน เพื่อให้รู้ว่าเราคือเจ้าของทุกสิ่ง” การเอาของที่เขารักไปอย่างไร้เหตุผล สร้างแต่ความคับข้องใจ (Frustration) และทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่

การแลกเปลี่ยน (Trading)

ถ้าแย่งไม่ได้ ง้างปากก็ไม่ได้ แล้วเราจะเอาของอันตรายออกจากปากเขาได้อย่างไร ?

คำตอบคือ เราต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเผด็จการมาเป็นการต่อรองแทน ด้วยการการแลกเปลี่ยน (Trading)

หลักของการแลกเปลี่ยนคือ เราต้องทำให้เขารู้สึกว่า การยอมคลายของในปากทิ้งไป จะทำให้เขาได้รับสิ่งที่ “มีค่ามากกว่าและดีกว่าเดิมเสมอ” (Win-Win Situation) นี่คือขั้นตอนการเจรจาครับ:

1. เตรียม “ข้อเสนอ” ที่เหนือกว่า (High-Value Reward)

ลค่าของสิ่งของไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา แต่ขึ้นอยู่กับหมาครับ ถุงเท้าเน่าๆ 1 ข้าง อาจจะมีมูลค่าสูงลิบลิ่วในใจเขา ดังนั้น เราไม่สามารถเอาอาหารเม็ดธรรมดาๆ ไปขอแลกกับถุงเท้าได้ครับ เราต้องใช้ของที่ “พรีเมียม” สุดๆ เท่านั้น เช่น ไก่ต้มฉีก, เนื้ออบ, ตับปิ้ง, หรือชีสหอมๆ เพื่อดึงดูดความสนใจให้เขาอยากยอมสละสมบัติในปาก

2. โปรยเพื่อแลก (Scatter and Trade)

เมื่อเห็นเขาคาบของอันตราย (และกำลังมีท่าทีหวง) ห้ามยื่นมือเข้าไปใกล้ปากเขาให้เราทำตัวสบายๆ ไม่คุกคาม หยิบข้อเสนอสุดพรีเมียมของเราขึ้นมา แล้ว “โยน” หรือ “โปรย” ขนมเหล่านั้นไปที่พื้น ให้ห่างจากตัวเขาสัก 1-2 เมตร

สัญชาตญาณของเขาจะบอกให้เขาตามกลิ่นของอร่อยไป เมื่อเขาสนใจกลิ่นไก่ต้ม เขาจะต้องอ้าปากปล่อยถุงเท้าทิ้งไว้เพื่อเดินไปกิน จังหวะที่เขาเดินห่างออกจากถุงเท้าไปกินขนมนั้นแหละครับ คือจังหวะที่เราค่อยๆ เดินไปหยิบถุงเท้าออกมาอย่างใจเย็น (แต่อย่ารีบร้อนกระชากจนเขาตกใจนะครับ)

3. แลกแล้ว “คืนให้” (ปรับสมองให้คิดว่าเราไม่ใช่ขโมย)

วิธีนี้ใช้สำหรับฝึกฝนกับของที่เขาคาบเล่นได้และไม่อันตราย เช่น หมาที่ชอบหวงของเล่นชิ้นโปรด หรือหวงกระดูกขัดฟัน

ให้เราเดินเข้าไปหาตอนเขากำลังแทะของเล่น โยนไก่ต้มให้เขา พอเขาคายกระดูกเพื่อมากินไก่ต้มปุ๊บ ให้เราคืนของเล่นชิ้นนั้นกลับไปให้เขาทันที พร้อมกับเดินจากไป

ทำแบบนี้บ่อยๆ สมองของเขาจะถูกรีเซ็ตใหม่ เขาจะเชื่อมโยงใหม่ว่า “เวลาแม่เดินมาใกล้ ๆ ตอนกำลังกิน จะมีอะไรดี ๆ กว่าเดิมเกิดขึ้น” เมื่อความไว้ใจเกิด อาการขู่ก็จะหายไปเองเพราะเขาไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องปกป้องของจากคนที่นำแต่สิ่งดีๆ มาให้

ฝึก “ปล่อย” (Drop It)

ศิลปะการแลกเปลี่ยนคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เพื่อความปลอดภัยระยะยาว เราต้องฝึกการ “ปล่อย” ให้เป็นระบบครับ การฝึกที่ดีต้องเริ่มจากฝึกในบ้าน ในสภาพแวดล้อมและสิ่งของที่เราจัดสรรเองได้ครับ:

  • ระดับ 1: แลกของที่เหมือนกันเป๊ะ

    เริ่มจากการเล่นของเล่นที่มี 2 ชิ้นเหมือนกันเป๊ะ (เช่น ลูกบอล 2 ลูก) โยนลูกแรกให้เขาคาบเล่น พอเขาคาบอยู่ ให้เราเอาลูกที่ 2 ออกมาทำให้น่าสนใจ (เขย่า หรือกลิ้งไปมา) สัญชาตญาณหมามักจะอยากได้ของที่ขยับได้ จังหวะที่เขากำลังอ้าปากคายลูกแรกให้เราพูดคำว่า “ปล่อย” แล้วโยนลูกที่สองให้เขาไปคาบแทนทันที ทำสลับไปมาเรื่อยๆ
  • เลเวล 2: แลกของเล่นกับของกินพรีเมียม

    ให้เขาคาบของเล่นที่เขาชอบระดับปานกลาง จากนั้นเอาไก่ต้มจ่อไปใกล้ๆ จมูก (แต่อย่าเพิ่งให้กิน) พอเขาได้กลิ่นและกำลังจะอ้าปากคายของเล่นปุ๊บ พูดคำว่า “ปล่อย” แล้วป้อนไก่ต้มให้กินทันที พร้อมกับเก็บของเล่นชิ้นนั้นขึ้นมา พอเขากินเสร็จ ก็คืนของเล่นให้เขาเล่นต่อ
  • เลเวล 3: เพิ่มระยะห่างและความยาก

    เมื่อเขาเริ่มเข้าใจคำว่า “ปล่อย” แล้ว ลองบอกให้เขา “ปล่อย” จากระยะที่ไกลขึ้น โดยไม่ต้องเอาขนมไปจ่อจมูก ถ้าเขาคายของออกจากปากปุ๊บ ให้เราชมและเดินเอาขนมไปให้เขาทันที

การฝึกคำสั่ง “ปล่อย” ให้ได้ผล คือการทำให้หมาเชื่อใจแบบ 100% ว่า ทุกครั้งที่เขายอมทำตามคำสั่ง เขาจะไม่มีวันขาดทุนแน่นอนครับ เริ่มจากข้าวของในบ้านก่อนที่จะไปทำกับอะไรยากเช่นกระดูกไก่นะครับ

การจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับหมาหวงของ (Management)

แม้หมาจะ “ปล่อย” ได้เก่งแค่ไหน แต่ในโลกความเป็นจริง การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไขเสมอครับ

  • เก็บกวาดให้เป็นนิสัย: สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการไม่เปิดโอกาสให้เขาทำผิดครับ เก็บรองเท้าเข้าตู้ ทิ้งขยะในถังที่มีฝาปิดมิดชิด เก็บถุงเท้าหรือเสื้อผ้าใส่ตะกร้า อย่าทิ้งของอันตรายหรือของชิ้นเล็กๆ ไว้ในระดับที่หมาสามารถเข้าถึงได้
  • สร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone): จัดสรรพื้นที่เฉพาะให้เขา เช่น ในกรง (Crate) หรือเบาะนอนมุมห้อง เมื่อถึงเวลากินข้าว หรือเวลาที่เราให้เขาแทะขนมขัดฟัน ปล่อยให้เขาเข้าไปกินในพื้นที่ของเขาอย่างสงบ และ ตั้งกฎเหล็กของบ้านว่า ห้ามใคร (โดยเฉพาะเด็กๆ) เข้าไปรบกวน แหย่ หรือดึงของเล่นเวลาเขาอยู่ในพื้นที่นั้นเด็ดขาด

สรุปปัญหาว่าด้วยการหวงของในหมา

การหวงของไม่ใช่ความก้าวร้าว หรือการพยายามทำตัวเหนือกว่าเรา แต่มันคือตามธรรมชาติของหมา และจริง ๆ มนุษย์เราเองก็เป็น เมื่อเรารู้สึกไม่ปลอดภัยและกลัวสูญเสียสิ่งสำคัญ การที่เราใช้กำลังเข้าไปแย่งชิง มีแต่จะไปตอกย้ำความกลัวของเขาให้ฝังลึกลงไปอีก

ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับหมาก็เหมือนบัญชีเงินฝาก ทุกครั้งที่เราแย่งของจากปากเขา คือการ “ถอนความเชื่อใจ” ออกมา แต่ทุกครั้งที่เราใช้วิธีแลกเปลี่ยนและให้รางวัล คือการ “ฝากความเชื่อใจ” สะสมเอาไว้ ยิ่งบัญชีนี้มีการฝากมากเท่าไหร่หมาก็จะยิ่งผ่อนคลาย ปลอดภัย และพร้อมที่จะปล่อยของทุกอย่างในปากให้เราได้ง่าย ๆ ครับ