เคยมีงานวิจัยสำรวจเจ้าของน้องหมาที่กลัวเสียงพลุมากกว่า 1,200 คน ติดตามผลย้อนหลังหลายปีว่าแต่ละบ้านรับมืออย่างไร และเมื่อเวลาผ่านไป น้องหมาก้าวผ่านความกลัวได้ดีขึ้นหรือแย่ลง
ผลลัพธ์ที่ได้น่าสนใจมาก บ้านที่กอดปลอบน้องหมา กับบ้านที่ทำเป็นไม่สนใจ ผลออกมาแทบไม่ต่างกันเลย การปลอบไม่ได้ทำให้หมากระตุกกลัวหนักขึ้นอย่างที่หลายคนกังวล แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่ได้ช่วยให้ความกลัวในระยะยาวลดลงด้วยเช่นกัน
แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น? สิ่งที่ช่วยให้น้องหมาหายกลัวได้จริงๆ คืออะไร?
สารบัญ (3 หัวข้อ)
- ทำไมความกลัวถึงไม่ใช่ “พฤติกรรม” ที่ให้รางวัลแล้วจะทำบ่อยขึ้น
- 6 วิธีช่วยน้องหมากลัว ให้ได้ผลจริงในระยะยาว
- 1. เปลี่ยนเสียงน่ากลัวให้กลายเป็น “สัญญาณดี ๆ” (Counterconditioning)
- 2. เจ้าของต้อง “นิ่ง” ให้ได้ก่อน
- 3. ให้เขาเป็นฝ่ายเข้าหา และลูบอย่างช้าๆ
- 4. อย่ากอดรัดแน่น และอย่าลากออกจากที่ซ่อน
- 5. ตอบสนองต่อ “ความกลัว” ไม่ใช่ “การเรียกร้อง”
- 6. ฝึกรับมือล่วงหน้าก่อนถึงวันจริง
- ปลอบได้… แต่อย่าหยุดแค่นั้น
ทำไมความกลัวถึงไม่ใช่ “พฤติกรรม” ที่ให้รางวัลแล้วจะทำบ่อยขึ้น
ความเชื่อที่ว่า “อย่าปลอบ เดี๋ยวหมาจะยิ่งกลัว” เกิดจากการนำหลักการฝึกพฤติกรรมมาใช้ผิดบริบท
เวลาเราให้ขนมตอนหมานั่ง หมาจะนั่งบ่อยขึ้น เพราะนั่นคือ การเรียนรู้ผ่านผลลัพธ์ (Operant Conditioning) หมาเลือกที่จะทำเพราะรู้ว่าทำแล้วจะได้รางวัล แต่ ความกลัวไม่ใช่สิ่งที่หมาเลือกทำ มันคือปฏิกิริยาอัตโนมัติทางอารมณ์และกลไกสมองที่เกิดขึ้นเมื่อรู้สึกถึงอันตราย น้องหมาไม่ได้คิดว่า “ลองกลัวหน่อยดีกว่า จะได้โดนลูบหัว”
งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นยืนยันตรงกันว่า การมีเจ้าของอยู่ข้างๆ และการสัมผัสช่วยลดความเครียดได้จริง:
- การทดลองในฮังการี: นักวิจัยให้คนแปลกหน้าค่อยๆ เดินจ้องตาเข้าหาน้องหมาทีละก้าว พบว่าในรอบที่มีเจ้าของนั่งอยู่ข้างๆ อัตราการเต้นของหัวใจของหมาจะโต้วิกฤตได้ดีกว่า หัวใจเต้นเร็วขึ้นน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มหมาที่มีพฤติกรรมขู่หรือเห่าใส่คนแปลกหน้า
- การทดลองบนโต๊ะตรวจของสัตวแพทย์: หมาที่ถูกตรวจร่างกายโดยมีเจ้าของยืนข้างๆ คอยลูบตัวและคุยด้วยเบาๆ จะพยายามกระโดดหนีลดลง หัวใจเต้นเร็วขึ้นน้อยกว่า และอุณหภูมิผิวหนังรอบดวงตา (ตัววัดระดับความเครียด) ขึ้นน้อยกว่ากลุ่มที่เจ้าของยืนดูเงียบๆ โดยไม่สัมผัสตัว
การที่น้องหมาวิ่งมาหาเราตอนตกใจจึงเป็นสัญชาตญาณปกติที่สุด การสำรวจในซิดนีย์พบว่า เกือบ 3 ใน 4 ของหมาที่กลัวพลุจะวิ่งมาหาเจ้าของ เพราะสำหรับพวกเขา เจ้าของคือ “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Haven) การผลักเขาออกไปเพื่อ “ไม่ให้รางวัลความกลัว” จึงเท่ากับเอาที่พึ่งเดียวของเขาไปในวันที่เขาต้องการมากที่สุด
6 วิธีช่วยน้องหมากลัว ให้ได้ผลจริงในระยะยาว
การปลอบนั้นคือการรับมือที่ถูกต้องในสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่สิ่งที่เจ้าของทุกคนต้องการคือการแก้ปัญหาความกลัวในระยะยาว ซึ่งมีวิธีดังนี้ครับ
1. เปลี่ยนเสียงน่ากลัวให้กลายเป็น “สัญญาณดี ๆ” (Counterconditioning)
เทคนิคที่ได้ผลมาก ๆ คือ การเปลี่ยนความหมายของเสียง ทุกครั้งที่มีเสียงปังดังขึ้น ให้ขนมอร่อยเป็นพิเศษทันที (ให้ตามจังหวะเสียง ให้ทันทีเมื่อเสียงดังขึ้น ไม่ว่าหมาจะทำอะไรก็ตาม) เพื่อเปลี่ยนความหมายในสมองจาก “เสียงปัง = อันตราย” เป็น “เสียงปัง = ขนมมาแล้ว”
หลักการคือ เราไม่ได้พยายามทำให้หมาหยุดกลัว แต่เรากำลังเปลี่ยนความหมายของเสียง จาก “เสียงนี้แปลว่ามีอันตราย” ให้กลายเป็น “เสียงนี้แปลว่าของอร่อยกำลังมา” ทุกครั้งที่เสียงปังดัง ขนมชิ้นดีที่สุดก็มาทันที เมื่อเกิดซ้ำมากพอ เสียงนั้นจะเริ่มมีความหมายใหม่
สิ่งที่ต้องระวังคือ ให้ขนมตามจังหวะเสียง ไม่ใช่ตามจังหวะการร้องเรียก ปังหนึ่งครั้ง ขนมหนึ่งชิ้น ไม่ว่าหมากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ต้องรอให้เขานิ่งก่อน และไม่ต้องรอให้เขาครางก่อน แบบนี้ขนมจะผูกอยู่กับเสียง ไม่ได้ไปผูกกับพฤติกรรมของทั้งเราและหมา
ถ้าหมาไม่ยอมกินเลย นั่นเป็นสัญญาณว่าเขากลัวเกินกว่าจะเรียนรู้อะไรได้ในตอนนั้น ให้ลดความดังลงก่อน พาเขาไปห้องที่อยู่ลึกเข้าไปในบ้าน ปิดหน้าต่าง เปิดทีวีหรือพัดลมกลบเสียง แล้วค่อยลองใหม่
2. เจ้าของต้อง “นิ่ง” ให้ได้ก่อน
ก่อนยื่นมือไปหาหมา ให้ปรับสติของตัวเองก่อน ใช้น้ำเสียงต่ำ พูดช้าๆ และทำกิจกรรมตามปกติ เช่น ดูทีวี หรือเดินไปปิดหน้าต่างอย่างไม่รีบร้อน การแสดงออกว่าสถานการณ์ปกติคือการส่งสัญญาณความปลอดภัยที่ทรงพลังที่สุด
3. ให้เขาเป็นฝ่ายเข้าหา และลูบอย่างช้าๆ
ถ้าหมาเดินมาหา เอนตัวมาพิง หรือมาซุกตัวข้าง ๆ รับเขาไว้ได้เลยครับ
วิธีสัมผัสที่ดีคือการลูบยาว ๆ ช้า ๆ หรือแค่วางมือไว้บนตัวเขาเฉย ๆ ไม่ใช่การตบเบา ๆ รัว ๆ หรือเขย่าตัว เหมือนกับที่เจ้าของในการทดลองบนโต๊ะตรวจทำ คือลูบและพูดเบา ๆ ไม่ได้จับหรือรัด
และถ้าเขาขยับออก ก็ให้เขาไป การที่หมาได้เลือกเองว่าจะเข้ามาใกล้แค่ไหน ทำให้เขายังรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ตัวเองควบคุมได้ในคืนที่ควบคุมอะไรไม่ได้เลย และความรู้สึกว่าควบคุมได้นี้เองที่ช่วยลดผลของความเครียดลงได้มาก
4. อย่ากอดรัดแน่น และอย่าลากออกจากที่ซ่อน
การดึงหมาออกมาจากใต้เตียง หรือกอดรัดไว้แน่นตอนที่เขาอยากหนี เปรียบเสมือนการปิดทางรอด การถูกจำกัดทางหนีในขณะที่กลัวสุดขีดจะยิ่งกระตุ้นให้ระดับความกลัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ควรเตรียม “พื้นที่ปลอดภัย” เช่น กรงที่คลุมผ้า หรือมุมมืดในบ้าน ให้เขาเลือกเข้าไปซ่อนตัวได้เอง
5. ตอบสนองต่อ “ความกลัว” ไม่ใช่ “การเรียกร้อง”
ตอนที่มีเสียงน่ากลัวจริง ๆ แล้วหมามาหา รับเขาไว้ ไม่ต้องลังเล
แต่ถ้าเริ่มสังเกตว่าหมามาครางมาเขี่ยทั้งที่ไม่มีเสียงอะไรเลย หรือครางเฉพาะตอนที่เราหันไปมอง เงียบตอนที่เราไม่อยู่ในห้อง นั่นอาจเป็นการเรียกที่เขาเรียนรู้แล้วว่าได้ผล มากกว่าความกลัว
ทางแก้ไม่ใช่การเมินเขาไปเลย แต่คือการสอนสิ่งที่เราอยากเห็นแทน เช่น การนอนบนเบาะข้าง ๆ เรา แล้วให้รางวัลตอนที่เขานอนสงบ ๆ อยู่ตรงนั้น เขาจะได้ความใกล้ชิดเหมือนเดิม แต่ผ่านพฤติกรรมที่สงบ ไม่ใช่ผ่านการเรียกที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ
6. ฝึกรับมือล่วงหน้าก่อนถึงวันจริง
การปลอบช่วยให้คืนนี้ผ่านไปได้ แต่ไม่ได้ทำให้ครั้งหน้าดีขึ้น
ถ้าทุกครั้งที่พลุดัง สิ่งเดียวที่เกิดขึ้นคือหมาวิ่งมาซุกตัก แล้วเราอุ้มเขาหนีเข้าห้อง หมาจะผ่านคืนนั้นไปได้ แต่เขาไม่เคยได้เรียนรู้เลยว่าเสียงนี้จริง ๆ แล้วไม่ได้ทำร้ายเขา ความกลัวจะถูกเก็บไว้ครบ รอคืนลอยกระทงปีหน้า
สิ่งที่เปลี่ยนความกลัวได้จริงคือการฝึกล่วงหน้าในวันที่ไม่มีพลุ เปิดเสียงพลุที่อัดไว้เบา ๆ ในระดับที่หมาได้ยินแต่ยังกินขนมได้สบาย ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มความดังทีละนิดในแต่ละวัน ทุกครั้งที่เสียงดังขึ้นมา ขนมก็มา วิธีนี้เรียกว่า desensitization และ counterconditioning ซึ่งเป็นวิธีหลักที่ใช้กันในการรักษาความกลัวเสียง
และถ้าหมากลัวมากจนทำร้ายตัวเอง พยายามพังประตู หรือหอบตัวสั่นอยู่เป็นชั่วโมงหลังเสียงหยุดไปแล้ว ควรปรึกษาสัตวแพทย์ เพราะปัจจุบันมียาที่ช่วยหมากลุ่มนี้ได้จริง และการใช้ยาไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลวในการฝึกครับ
ปลอบได้… แต่อย่าหยุดแค่นั้น
กลับมาที่คำถามแรกว่าหมากลัว ปลอบได้ไหม
ปลอบได้ครับ การปลอบไม่ได้สอนให้หมากลัว และการผลักเขาออกไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร หมาที่วิ่งมาหาเราตอนกลัวกำลังบอกว่าเราคือที่พึ่งของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่เจ้าของจะได้รับจากหมา
แต่การปลอบเป็นแค่การบอกว่า “เราอยู่ตรงนี้” สิ่งที่ทำให้มันได้ผลคือการที่เรานิ่งพอจะเป็นสัญญาณของความปลอดภัย และสิ่งที่จะเปลี่ยนความกลัวได้จริงในระยะยาว คือการทำให้เสียงที่เคยน่ากลัว ค่อย ๆ กลายเป็นเสียงที่มีความหมายใหม่
อีกไม่นานก็จะถึงฤดูพลุอีกแล้ว ถ้าเริ่มฝึกตั้งแต่วันนี้ คืนลอยกระทงปีนี้อาจเป็นคืนแรกที่หมาของเราผ่านไปได้ง่ายขึ้นครับ