Social Icons
ข้ามไปยังเนื้อหา
กฎหมายเลี้ยงสัตว์ กทม. ฉบับใหม่ เลื่อนถึง 2570 — เรื่องที่คนเลี้ยงหมาต้องรู้
หมากับโลกภายนอก

กฎหมายเลี้ยงสัตว์ กทม. ฉบับใหม่ เลื่อนถึง 2570 — เรื่องที่คนเลี้ยงหมาต้องรู้

อ่าน 8 นาที โดย
สารบัญ (12 หัวข้อ)

กฎหมายเลี้ยงสัตว์ กทม. ฉบับใหม่ถูกเลื่อนถึง 10 มกราคม 2570 มาทำความเข้าใจว่ากฎหมายพูดอะไรบ้าง อะไรที่เราควรเตรียม และข้อไหนที่หลักฐานต่างประเทศบอกว่าไม่ค่อยได้ผล

เรื่องฝังไมโครชิปของ กทม เป็นยังไงบ้างแล้ว ?

อย่างที่ทราบกันว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกเลื่อนการบังคับใช้ออกไปอีกปีหนึ่ง — จากเดิม 10 มกราคม 2569 ไปเป็น 10 มกราคม 2570 กทม. เองยอมรับว่ายังไม่พร้อม ทั้งจำนวนจุดบริการ ความเข้าใจของประชาชน และข้อจำกัดของผู้เช่าที่ต้องใช้หนังสือยินยอมจากเจ้าของบ้าน

วันนี้เรามาดูกันครับว่ากฎหมายฉบับนี้พูดอะไรบ้าง และนอกเหนือจากข้อกำหนดแล้ว เรามาดูกันหน่อยว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะส่งผลต่อเราและหมายังไงบ้าง

เลื่อนไปปี 2570 — แต่ไม่ได้แปลว่ารอ

วันที่ 7 มกราคม 2569 สภากรุงเทพมหานครมีมติเลื่อนการบังคับใช้ “ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.ศ. 2567” ออกไปอีกปีหนึ่ง ตัวกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วตั้งแต่ 15 มกราคม 2568 — โดยที่เลื่อนคือ “วันที่เริ่มมีผล”

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ให้เหตุผลการเลื่อนไว้สี่ข้อ จำนวนหมาแมวจริงในกรุงเทพฯ สูงกว่าที่ประเมินไว้มาก จุดบริการของ กทม. มีแค่ 8 แห่งทั่วเมือง ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าไมโครชิปคืออะไรและปลอดภัยแค่ไหน และข้อกำหนดที่ผู้เช่าต้องใช้ “หนังสือยินยอมจากเจ้าของบ้าน” ทำให้คนเช่าจดทะเบียนไม่ได้ในทางปฏิบัติ

เลื่อน — แต่ไม่ได้แปลว่ารอ ไมโครชิปและการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้ายังเป็นบริการฟรีที่คลินิกสัตวแพทย์ กทม. ทั้ง 8 แห่งระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ทำตอนนี้คือทำตอนคิวว่างและไม่ต้องลุ้น

ข้อบัญญัติพูดอะไรบ้าง — แบบสั้น ๆ

กฎหมายฉบับนี้มี 27 มาตรา หัวใจของมันสำหรับคนเลี้ยงหมาแมวอยู่ที่หกเรื่อง

หนึ่ง — จดทะเบียนและฝังไมโครชิป ภายใน 120 วันหลังหมาแมวเกิด หรือ 30 วันหลังพามาอยู่ใน กทม. เอกสารที่ต้องเตรียม บัตรประชาชนเจ้าของ หลักฐานที่อยู่อาศัย ใบรับรองการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าที่มาไม่เกินหนึ่งปี (ต้องระบุหมายเลขการผลิตวัคซีนและลงชื่อสัตวแพทย์พร้อมเลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์) ใบรับรองการผ่าตัดทำหมันจากสัตวแพทย์ (ถ้ามี) และหนังสือยินยอมจากผู้ให้เช่า ถ้าเป็นผู้เช่า

สอง — จำนวนสัตว์เลี้ยงต่อขนาดที่อยู่ ข้อ 11 ของข้อบัญญัตินับสุนัขและแมว “รวมกัน” ไม่ได้นับแยก — สำหรับห้องชุดหรืออาคารชุดขนาด 20-80 ตร.ม. เลี้ยงได้ 1 ตัว ห้องเกิน 80 ตร.ม. รวมกันไม่เกิน 2 ตัว สำหรับที่ดิน ไม่เกิน 20 ตารางวา รวมกันไม่เกิน 2 ตัว 20-50 ตารางวา รวมกันไม่เกิน 3 ตัว ไล่ขึ้นไป 50-100 ตารางวา ไม่เกิน 4 ตัว และตั้งแต่ 100 ตารางวาขึ้นไป ไม่เกิน 6 ตัว

สาม — พาออกนอกที่พักต้องมีสายจูงแข็งแรงและจับไว้ตลอดเวลา หรือใช้กรง/กระเป๋า ห้ามปล่อยให้เดินอิสระในที่สาธารณะหรือที่ของผู้อื่น และต้องกำจัดสิ่งปฏิกูล (อุจจาระและปัสสาวะ) จากสัตว์ของตนในที่สาธารณะโดยทันที

สี่ — เหตุรำคาญ เจ้าของต้องควบคุมดูแลสัตว์ของตนมิให้ก่ออันตรายหรือเหตุรำคาญแก่ผู้อื่น เนื้อหาตรงนี้อ้างอิงพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 25(2) ซึ่งใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เขตเป็นหลัก ไม่ได้กำหนดเดซิเบลหรือระยะเวลาที่แน่นอน

ห้า — สุนัขควบคุมพิเศษ หมายถึงสายพันธุ์ที่ถูกระบุไว้ ได้แก่ Pit Bull Terrier, Bull Terrier, Staffordshire Bull Terrier, Rottweiler, Fila Brasileiro หรือสุนัขที่มีประวัติทำร้ายคนหรือพยายามทำร้ายคน เวลาพาออกนอกที่พักต้อง ใส่อุปกรณ์ครอบปาก (ตะกร้อ) และใช้สายจูงจับไว้ห่างจากคอหมาไม่เกิน 50 เซนติเมตรตลอดเวลา และคนที่อายุต่ำกว่า 15 หรือเกิน 65 ปี ห้ามจูงเอง (ข้อนี้ผมมีความเห็นค่อนข้างเยอะ)

หก — บทลงโทษ มาตรา 73 วรรคสองของพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 กำหนดค่าปรับสูงสุด 25,000 บาท สำหรับการฝ่าฝืนข้อบัญญัติที่ออกตามมาตรา 29 (ไม่มีโทษจำคุก) ส่วนมาตรา 74 ใช้กับกรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นั่นคือเวอร์ชันสั้นเราหลายคนรู้กันอยู่แล้ว แต่ส่วนต่อจากนี้คือเรื่องที่ยังไม่ค่อยพูดถึง

ความเห็นในฐานะเจ้าของ และครูฝึก

ส่วนที่ผมเห็นด้วย จากหลักฐานจากต่างประเทศชี้ชัดว่าสามเรื่องนี้ใช้ได้จริง

ไมโครชิปและการระบุตัวเจ้าของ อังกฤษบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2559 ช่วงปีแรก ๆ หลังบังคับใช้พบว่าหมาหายที่ถูกพบกลับคืนเจ้าของมีสัดส่วนสูง แต่ตัวเลขล่าสุดหลังจากนั้น — สำรวจ Dogs Trust พบว่าปี 2564/65 อยู่ที่ 54% ปี 2565/66 ลงมาที่ 43% และปี 2566/67 เหลือ 39% สาเหตุที่อัตราการกลับคืนลดลงเพราะหลังจากปีแรกที่ฝังข้อมูลในฐานข้อมูลไม่ถูกอัพเดท เจ้าของเปลี่ยนเบอร์โทรหรือย้ายบ้านแล้วลืมแจ้ง

สิ่งที่เจ้าของควรทำ แต่ กทม ไม่ได้บอก: ฝังชิปแล้วต้องอัพเดทข้อมูลทุกครั้งที่ย้ายบ้าน เปลี่ยนเบอร์โทร หรือเปลี่ยนเจ้าของ ข้อบัญญัติของ กทม. กำหนดให้แจ้งภายใน 30 วัน นี่คือเรื่องที่ต้องจริงจังไม่แพ้การฝังชิป

สายจูงในที่สาธารณะ เป็นเรื่องที่หลักฐานสนับสนุนชัดเจน ลดอุบัติเหตุ ลดความขัดแย้ง ลดหมาหาย ของที่ดีในข้อบัญญัตินี้คือไม่ได้กำหนดความยาวสายจูงสูงสุด — เจ้าของสามารถเลือกได้ตามสถานการณ์ แต่จริง ๆ แนะนำให้ไม่ควรเกิน 1.5 เมตร ในที่สาธารณะที่มีคนเดินชุกชม

การทำหมันและฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า เรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้วครับว่าดี ใช้บริการฟรีของ กทม. ใช้ได้เลย

อีกข่าวดีคือทั้งหมดนี้ทั้งฝังชิป จดทะเบียน ฉีดวัคซีน ทำหมัน เราสามารถทำได้รวมทริปเดียวจบ ฟรีที่คลินิกสัตวแพทย์ของ กทม.

ส่วนที่ผมมองว่ากฎหมายยังไม่แข็งแรง

เรื่องที่หลักฐานต่างประเทศบอกว่า “ทำแล้วไม่ค่อยได้ผล” มีอยู่หลายเรื่องในข้อบัญญัตินี้

รายการสายพันธุ์ “ควบคุมพิเศษ”

รายการห้าสายพันธุ์ของ กทม. คือชุดเดียวกับ Dangerous Dogs Act ของอังกฤษปี 1991 ที่ใช้มาแล้ว 30 กว่าปี

หลักฐานล่าสุด ฮอลแลนด์ยกเลิกการห้าม Pit Bull ในปี 2552 หลังจากคณะกรรมการของรัฐสรุปว่าการห้ามไม่ได้ลดเหตุการณ์กัดคนเลย อิตาลียกเลิกรายการสายพันธุ์อันตรายในปีเดียวกัน ส่วนอังกฤษเอง สมาคมสัตวแพทย์อังกฤษ (BVA) ออกแถลงการณ์ว่า “ไม่มีหลักฐานว่า Dangerous Dogs Act ลดพฤติกรรมก้าวร้าวหรือการบาดเจ็บจากการกัดได้” ในช่วง 20 ปีหลังกฎหมาย จำนวนเหตุการณ์ถูกหมากัดในอังกฤษ เพิ่มขึ้น 154% จาก 3,454 เป็น 8,775 ครั้ง

ปัญหาของสายพันธุ์ควบคุมคือ หมาดุหลายตัวไม่ได้เกิดขึ้นด้วยสายพันธุ์เอง แต่เจ้าของที่มองหาความดุจากหมา และเลือกสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงด้านนี้ นั่นทำให้ต่อให้มีการแบนบางสายพันธุ์ไปแล้ว เจ้าของที่มองหาความดุก็ยังอยู่ และก็จะหาสายพันธุ์ใหม่มาทำให้ดุได้อยู่ดี งานสำรวจเจ้าของหมาราว 4,000 ครัวเรือนของ Dr. Rachel Casey แห่งมหาวิทยาลัย Bristol พบว่าสายพันธุ์อธิบายความก้าวร้าวได้ไม่ถึง 10% — ส่วนที่เหลือคือบริบทและตัวเจ้าของ และ สมาคมสัตวแพทย์อเมริกัน (AVMA) ระบุชัดว่าการแบนสายพันธุ์บางครั้งกลับเพิ่มจำนวนหมาสายพันธุ์นั้นขึ้นด้วยซ้ำ เพราะ “ชื่อเสียงของการเป็นหมาต้องห้าม” ดึงดูดเจ้าของกลุ่มที่มองหาความดุตั้งแต่แรก

ดูประวัติ BSL ในประเทศที่ใช้มาเป็นสิบ ๆ ปีจะเห็นรูปแบบเดิมซ้ำกัน — Doberman เคยเป็น “หมาดุประจำยุค” ในทศวรรษ 1970, Rottweiler ในทศวรรษ 1980, Pit Bull ครองยุค 1990–2000, และล่าสุดในอังกฤษคือ XL Bully ที่เพิ่งถูกแบนปี 2567 ทุกครั้งที่แบนสายพันธุ์หนึ่ง สายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาแทน เพราะคนกลุ่มที่อยากได้หมาไว้ข่มหรือเป็นสัญลักษณ์สถานะไม่ได้หายไป แค่เปลี่ยนยี่ห้อ

งานวิจัยของ Barnes และคณะปี 2549 ในวารสาร Journal of Interpersonal Violence เปรียบเทียบเจ้าของหมา 355 รายในรัฐ Ohio พบว่าเจ้าของที่เลือกสายพันธุ์ที่ถูกจัดว่า “ดุร้าย” มีอัตราการเคยถูกตัดสินคดีอาญาสูงกว่าเจ้าของหมาทั่วไปราว 10 เท่า ตัวเลขนี้พูดถึงระดับประชากร — ไม่ได้แปลว่าครอบครัวที่เลี้ยง Rottweiler หรือ Bull Terrier อย่างรับผิดชอบจะมีปัญหาตามตัวเลข ครอบครัวเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มที่กฎหมายควรกังวลตั้งแต่แรก แต่ตัวเลขยืนยันสิ่งที่ Casey และ AVMA พูดไว้ — “หมาดุ” มักจะเริ่มจากการเลือกของเจ้าของ การจัดการที่ตัวเจ้าของจึงเป็นเป้าหมายที่แม่นยำกว่าการจัดการที่สายพันธุ์

ปัญหาเชิงเทคนิคก็มีอีก งานวิจัยปี 2561 ใน PLOS ONE พบว่าเจ้าหน้าที่ในศูนย์พักพิงระบุสายพันธุ์หลักของหมาผสมได้ถูกต้องแค่ 56% เมื่อเทียบกับผลตรวจ DNA — แปลว่าการบังคับใช้ตามสายพันธุ์ตาเปล่าผิดพลาดง่ายมาก

สิ่งที่งานวิจัยชี้ว่าใช้ได้ดีกว่า ถ้าจะจริงจังเรื่องนี้ต้องมีการประเมินพฤติกรรมรายตัว ไม่ใช่รายสายพันธุ์ สำหรับเจ้าของที่มีหมาอยู่ในรายชื่อ ช่วยไม่ได้ที่จะต้องทำสิ่งที่กฎหมายขอ (ตะกร้อ สายจูงสั้น)

กฎ “อายุ 15-65 ปี” ของผู้จูง

ข้อ 21 ห้ามคนอายุต่ำกว่า 15 หรือเกิน 65 พาสุนัขควบคุมพิเศษออกนอกที่พัก กฎนี้ไม่มีในกฎหมายต่างประเทศที่เปรียบเทียบได้ และไม่มีงานวิจัยที่รองรับว่าอายุ 15 หรือ 65 ทำให้ปลอดภัยขึ้นหรือลดลงอย่างไร น่าจะเป็นการตัดสินใจเอาเองของ กทม ไม่ได้แปลว่าผิด — แต่ก็ผมก็ไม่มั่นใจว่ากฎนี้จะแก้ปัญหาอะไรได้จริง

หนังสือยินยอมเจ้าของบ้าน

ในทางปฏิบัติ ผู้เช่าจะจดทะเบียนหมาแมวได้ต้องมีหนังสือยินยอมจากเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านส่วนใหญ่ไม่อยากเซ็นเพราะกลัวรับผิดร่วม — ผลคือผู้เช่าจดทะเบียนไม่ได้ เป็นปัญหาที่ กทม. เองยกขึ้นมาเป็นเหตุผลหนึ่งของการเลื่อน

นิติฯ คอนโดมีข้อบังคับของตัวเอง

ข้อบัญญัติของ กทม. ให้สิทธิเลี้ยงหมาในห้องชุด 20-80 ตร.ม. ได้หนึ่งตัว แต่ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด นิติบุคคลของแต่ละโครงการมีอำนาจออกข้อบังคับเฉพาะของตัวเองได้ — และข้อบังคับนิติฯ มักจะ “เข้มกว่า” กฎหมาย กทม. เช่น “ห้ามเลี้ยงหมาแมวทุกขนาด” ในคอนโดส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ Pet-Friendly

ในออสเตรเลีย ศาลอุทธรณ์ของรัฐ NSW ในคดี Cooper v The Owners – Strata Plan No 58068 ปี 2563 ตัดสินว่าข้อบังคับ “ห้ามเลี้ยงสัตว์ทุกชนิด” เป็นข้อบังคับที่ “กดขี่และไม่เป็นธรรม” — กฎหมายไทยยังไม่มีคำพิพากษาแบบนี้ ดังนั้นถ้าคอนโดที่ห้ามเลี้ยงก็ห้ามได้

ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดว่า กทม อนุญาตให้เลี้ยงในคอนโดได้นะครับ อย่างไรลูกบ้านคอนโดก็ยังคงต้องยึดตามข้อบังคับของแต่ละอาคารชุดอยู่ดี

เรื่องเสียงเห่า

ข้อ 10(6) ของข้อบัญญัติบอกว่าเจ้าของต้อง “ควบคุมดูแลสัตว์ของตนมิให้ก่ออันตรายหรือเหตุรำคาญแก่ผู้อื่น” แต่ไม่ได้ระบุเดซิเบล ไม่ได้ระบุระยะเวลา ใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เขตและคำร้องเรียนของเพื่อนบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนบ้านอดทนแค่ไหน และเจ้าหน้าที่ใจดีหรือเคร่ง

ที่น่าเป็นห่วงคือ ในต่างประเทศ พอเจ้าของถูกกดดันด้วยค่าปรับหรือคำขู่ไล่ออก เจ้าของหลายคนเลือกทางลัด — ปลอกคอช็อตไฟฟ้า ปลอกคอพ่นน้ำ หรือผ่าตัดเอาเส้นเสียงออก งานวิจัยและองค์กรสัตวแพทย์ (AVMA, BVA) ระบุชัดเจนว่าวิธีเหล่านี้ทำร้ายหมามากกว่าช่วย และหลายประเทศ (เยอรมนี ออสเตรเลียบางรัฐ อังกฤษตั้งแต่ 2567) ก็ห้ามใช้

ทางที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ คือเข้าใจว่าหมาเห่าทำไม แล้วทำงานกับสาเหตุ — ไม่ใช่ทำงานกับเสียง

เช่น หมาคอนโดส่วนใหญ่เห่าเพราะสามอย่าง เห่าตอบสนองสิ่งกระตุ้นในทางเดิน เสียงหน้าประตู หรือคนที่เดินผ่าน เห่าเพราะอยู่คนเดียวและเครียดจากการแยกจาก หรือเห่าเพราะ ความเครียดสะสมจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ตอบโจทย์ แต่ละสาเหตุต้องการการแก้ที่ไม่เหมือนกัน และทั้งหมดต้องการเวลา การเลี้ยงหมาในคอนโดมีโจทย์เฉพาะของมันที่กฎหมายไม่ได้พูดถึงแต่เจ้าของต้องเข้าใจ

อย่างไรก็ตามกฏหมายข้อนี้ถ้าบังคับใช้จริง ส่วนตัวมองว่าอาจทำให้เจ้าของหลายคนคนรีบหันไปใช้ปลอกคอไฟฟ้าเพื่อตัดปัญหาเฉพาะหน้า และสร้างปัญหาใหม่มากขึ้น ถ้าเรายังไม่มีการแบนปลอกคอไฟฟ้าอย่างจริงจัง

ตะกร้อ — ไม่ใช่ใส่แล้วจบ

ข้อบัญญัติบอกแค่ “อุปกรณ์ครอบปาก” ไม่ได้ระบุประเภท แต่ในทางพฤติกรรมศาสตร์ การเลือกประเภทตะกร้อสำคัญพอ ๆ กับการฝึกให้หมายอมใส่

ตะกร้อมีสองแบบหลัก Basket muzzle เป็นโครงตะกร้าครอบปากไว้ หมายังอ้าปากได้ หายใจถนัด หอบได้ ดื่มน้ำได้ กินขนมจากนิ้วเราได้ Occlusion muzzle หรือแบบรัดปาก เป็นสายรัดที่บีบให้ปากปิด ใช้ได้สั้น ๆ เฉพาะตอนพาไปหาหมอหรือทำหัตถการ — ไม่เหมาะกับการใส่เดินทุกวัน เพราะหมาหอบระบายความร้อนไม่ได้ และจะเครียดเร็ว

นักพฤติกรรมสัตว์เห็นตรงกันว่าตะกร้อ ที่ไม่ผ่านการฝึกให้หมาคุ้นเคย ทำให้หมาเครียดและกลัวมากขึ้น โดยเฉพาะหมาที่อยู่ในรายชื่อสายพันธุ์ควบคุมอยู่แล้ว — ถ้าเขาเครียด ปฏิกิริยาก็แรงขึ้น เป็นวงจรที่กฎหมายตั้งใจป้องกัน แต่ตัวกฎหมายเองอาจสร้างขึ้น

ถ้าหมาของเราอยู่ในรายชื่อสายพันธุ์ควบคุม — เริ่มฝึกตอนนี้ ระหว่างที่กฎหมายยังไม่บังคับ มีเวลาเหลือพอที่จะทำให้เขาใส่ตะกร้อแบบไม่กลัว

สิ่งที่ควรทำในช่วง 12 เดือนนี้

ก่อนที่กฎหมายจะเริ่มบังคับใช้จริงในมกราคม 2570 มีสี่อย่างที่ทำตอนนี้แล้วจะสบายใจกว่าทำตอนใกล้ ๆ

ฝังชิป จดทะเบียน ฉีดวัคซีน ทำหมัน ที่คลินิกสัตวแพทย์ของ กทม. ทั้งหมดฟรี ทริปเดียวจบได้ จุดบริการมี 8 แห่ง (กลุ่มควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าดินแดง คลินิกสัตวแพทย์ กทม. 1 ที่สี่พระยา คลินิก 2 ที่มีนบุรี และคลินิกที่วัฒนา จตุจักร บางรัก บางกอกใหญ่ บางกอกน้อย) ไม่ต้องรอใกล้ ๆ เส้นตายเพราะคิวจะยาว

ถ้าเช่าอยู่ คุยกับเจ้าของบ้าน ขอหนังสือยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรเก็บไว้ ถ้าเป็นคอนโด ขอข้อบังคับนิติบุคคลที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์เป็นลายลักษณ์อักษร อย่าฟังคำพูดลอย ๆ ของนิติฯ

ถ้าหมาอยู่ในรายชื่อสายพันธุ์ควบคุม เริ่มฝึกตะกร้อแบบ basket muzzle ตอนนี้ ค่อย ๆ สร้างความคุ้นเคยทีละนิด ใช้ขนมและเวลา ไม่ใช่บังคับ ถ้าหมาเรามีประวัติแสดงท่าทีก้าวร้าวกับคนหรือหมาตัวอื่น อ่านสัญญาณเตือน 11 ขั้นก่อนที่จะกัด และหาผู้เชี่ยวชาญตรวจประเมินก่อนเข้าเส้นตาย

ถ้าหมาเห่ามาก อย่ารอให้นิติฯ ส่งจดหมาย เริ่มจาก เข้าใจว่าหมาเห่าเพราะอะไร แล้วทำงานกับสาเหตุ ทักษะการ เลือกที่จะไม่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น เป็นรากฐานที่ใช้ได้กับเห่าทุกสาเหตุ ใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะได้ผล แต่ได้ผลแล้วได้ตลอด

สรุปกฎหมายเลี้ยงสัตว์ กทม. ฉบับใหม่

ตัวกฎหมายมีหลายประเด็นที่มีการพิสูจน์แล้วว่าได้ผล — ไมโครชิป ฉีดวัคซีน สายจูง ทำหมัน — เป็นเรื่องที่เจ้าของที่รักหมาทำอยู่แล้ว ส่วนสิ่งที่อาจจะเป็นปัญหา เช่น รายการสายพันธุ์ ตะกร้อ อายุผู้จูง เป็นเรื่องที่เราต้องดูกันต่อไป

แม้จะเลื่อนไปปี 2570 แต่ทำตอนนี้ดีกว่าเพราะคิวสั้น เจ้าหน้าที่ใจเย็น และเรามีเวลาฝึกหมาแบบไม่เร่งรีบ

Avatar

Nattawut Hansuwat

ที่ Dogology เราฝึกหมาเพื่อการใช้ชีวิตร่วมกัน ฝึกโดยคนที่รักหมา ด้วยวิธีการฝึกที่สนุก และอิงหลักวิทยาศาสตร์

Next step

เริ่มต้นจากการเข้าใจหมาของเรา

สำรวจ 16 Mindset ของหมากับได้ฟรี หรือเริ่มเรียนรู้พื้นฐานกับคอร์ส Dogology 101