Table of Contents

ในโลกของการฝึกหมาภาพของหมาที่นั่งสงบ ไม่เห่า ไม่กระโจนใส่สิ่งเร้า มักถูกมองว่าเป็นความสำเร็จในการฝึกและวินัยที่ยอดเยี่ยม แต่ภายใต้ความนิ่งนั้น หมาของเรากำลังรู้สึกผ่อนคลายจริงๆ หรือเขากำลังยอมจำนน ?

เส้นบางๆ ที่กั้นระหว่าง ความสงบที่แท้จริง (Calmness) และ “ภาวะยอมจำนน” (Learned Helplessness) คือสิ่งที่อันตรายที่สุดในการตีความพฤติกรรมหมา และการข้ามความแตกต่างนี้กำลังทำร้ายหมาที่เรารักโดยไม่รู้ตัว

วันนี้เรามาดูกันว่าทำไมหมาบางตัวถึงนิ่งเพราะมีความสงบสุข ในขณะที่บางตัวนิ่งเพราะยอมแพ้ต่อโชคชะตา และเราจะแยกแยะสองสิ่งนี้ออกจากกันได้อย่างไร


วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการยอมจำนน

การทดลองของ Seligman

ช่วงปลายยุค 60s นักจิตวิทยา Martin Seligman และ Steven Maier ได้ทำการทดลองที่เปลี่ยนความเข้าใจเรื่องความเครียดของเราไปตลอดกาล พวกเขาแบ่งหมาออกเป็น 3 กลุ่มเพื่อทดสอบผลกระทบของการควบคุมได้ (Control) ต่อความเครียด

  1. กลุ่มที่ 1 (มีอำนาจควบคุม): หมากลุ่มนี้ถูกช็อตไฟฟ้า แต่สามารถหยุดกระแสไฟได้ด้วยการกดแป้น หากพวกเขากระทำ ไฟจะหยุด
  2. กลุ่มที่ 2 (หมดหนทาง): หมากลุ่มนี้ถูกพันธนาการให้ได้รับไฟช็อตแบบเดียวกับกลุ่มแรกเป๊ะๆ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะดิ้นรน กดแป้น หรือทำอะไรก็ตาม ไฟจะไม่หยุด ไฟจะหยุดก็ต่อเมื่อหมาในกลุ่มที่ 1 กดแป้นเท่านั้น แปลว่าหมากลุ่มนี้เรียนรู้ว่า “การกระทำของตนไม่มีผลต่อผลลัพธ์”
  3. กลุ่มที่ 3 (กลุ่มควบคุม): ไม่โดนช็อต

จุดพีคเกิดขึ้นในเฟสที่สองของการทดลอง เมื่อนำหมาทั้ง 3 กลุ่มไปใส่ในกล่องที่มีที่กั้นเตี้ยๆ ซึ่งหมาสามารถกระโดดข้ามหนีไฟช็อตได้ง่ายมาก

  • หมากลุ่มที่ 1 และ 3 เรียนรู้ที่จะกระโดดหนีทันทีที่รู้สึกเจ็บ
  • แต่หมากลุ่มที่ 2 ส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะนอนหมอบนิ่งๆ ยอมรับความเจ็บปวดทั้งที่ทางหนีเปิดกว้างอยู่ตรงหน้า

นี่คือกำเนิดของคำว่า “Learned Helplessness” หรือภาวะสิ้นหวังจากการเรียนรู้ มันไม่ใช่ความเหนื่อยล้าทางกาย แต่คือความล้มเหลวทางใจที่เชื่อว่า “ทำอะไรไปก็เปล่าประโยชน์”

ความเข้าใจใหม่ทางระบบประสาท: “ความนิ่ง” คือสัญชาตญาณดิบ

เป็นเวลานานที่เราเชื่อว่าหมา “เรียนรู้” ที่จะสิ้นหวัง แต่ในปี 2009 Maier ได้ค้นพบความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่าด้วยเทคโนโลยีประสาทวิทยาที่ทันสมัยขึ้น เขาพบว่า ภาวะนิ่งเงียบยอมจำนน (Passivity) ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเรียนรู้ แต่มันคือ “ค่าตั้งต้น” (Default State) ของสมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเมื่อเจอกับภัยคุกคามที่หนีไม่ได้

เมื่อสมองส่วน Dorsal Raphe Nucleus (DRN) ถูกกระตุ้นด้วยความเครียด มันจะหลั่งสารเซโรโทนินออกมาเพื่อยับยั้งการเคลื่อนไหว (Inhibition) ทำให้สัตว์หยุดนิ่งโดยอัตโนมัติ

สิ่งเดียวที่จะหยุดกระบวนการนี้ได้คือ “อำนาจควบคุม” (Agency)

เมื่อหมารู้สึกว่า “ฉันควบคุมสถานการณ์ได้” สมองส่วนหน้า (Ventromedial Prefrontal Cortex – vMPFC) จะทำงานและส่งสัญญาณไป “ปิดสวิตช์” ความสิ้นหวังที่ก้านสมอง ทำให้หมาสามารถสงบใจได้จริงๆ (Calmness) โดยไม่ต้องปิดการทำงานของร่างกาย

สรุปสั้นๆ:

  • True Calmness: เกิดจากสมองส่วนหน้าทำงาน หมาประเมินสถานการณ์แล้วเลือกที่จะสงบ
  • Learned Helplessness: เกิดจากสมองส่วนหน้าดับ ก้านสมองสั่งให้แช่แข็งเพื่อเอาชีวิตรอด

Polyvagal Theory แผนที่นำทางอารมณ์

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราต้องมองผ่านเลนส์ของทฤษฎี Polyvagal ซึ่งแบ่งสภาวะระบบประสาทออกเป็น 3 ระดับ เหมือนสัญญาณไฟจราจร:

  1. ไฟเขียว (Ventral Vagal – Social Engagement):
    • สภาวะ: ปลอดภัย ผ่อนคลาย เชื่อมโยงกับสังคม
    • สิ่งที่เห็น: หมาสบตาด้วยสายตาอ่อนโยน หายใจลึกและเป็นจังหวะ กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ดี นี่คือ “ความสงบที่แท้จริง”
  2. ไฟเหลือง/แดง (Sympathetic – Mobilization):
    • สภาวะ: สู้หรือหนี (Fight or Flight)
    • สิ่งที่เห็น: เห่า กระโจน ขนพอง หายใจเร็ว รูม่านตาขยาย นี่คือสภาวะที่เรามักเห็นได้ชัดว่าหมาเครียด
  3. ไฟดับ (Dorsal Vagal – Immobilization):
    • สภาวะ: ชัตดาวน์ แกล้งตาย (Freeze/Collapse)
    • สาเหตุ: เมื่อสู้ก็ไม่ได้ หนีก็ไม่พ้น ระบบประสาทจะสั่งให้ร่างกายเข้าโหมดประหยัดพลังงานขั้นสุดเพื่อลดความเจ็บปวด
    • สิ่งที่เห็น: นิ่งเป็นหุ่นปั้น ไม่ตอบสนอง หัวใจเต้นช้าลง นี่คือ “Learned Helplessness”

กับดักของความเข้าใจผิด: เรามักเข้าใจผิดว่าการทำให้หมาหยุดเห่า (หยุดไฟแดง) คือความสำเร็จ แต่ถ้าเราใช้วิธีที่รุนแรงจนหมาข้ามจากไฟแดงดิ่งลงไปสู่ “ไฟดับ” (Dorsal Vagal) เราไม่ได้ทำให้เขาสงบ เราแค่ทำให้เขา “พัง”


แยกแยะ “สงบ” กับ “สิ้นหวัง”

หมาที่นอนนิ่งบนเบาะอาจดูเหมือนกันทั้งสองกรณี แต่ถ้ารู้วิธีสังเกต เราจะเห็นสัญญาณเตือนภัยที่ซ่อนอยู่

ดวงตา: หน้าต่างสู่สมอง

  • หมาสงบ: หนังตาอาจตกเล็กน้อยเหมือนง่วงนอน กะพริบตาในจังหวะปกติ แววตาดู “อยู่กับปัจจุบัน”
  • หมาสิ้นหวัง:
    • Whale Eye: ตาเบิกกว้างจนเห็นตาขาว แม้ตัวจะนิ่ง
    • Glassy Eyes: ตาวาวโรจน์ รูม่านตาขยาย ดูล่องลอย (Dissociated) เหมือน “ไฟเปิดแต่ไม่มีคนอยู่บ้าน”
    • Hard Stare: จ้องเขม็งไปที่จุดใดจุดหนึ่ง หรือหลบตาแบบก้มหน้าซุก (Avoidance) เพื่อพยายามหายตัวไปจากสถานการณ์

2. กล้ามเนื้อและการทรงตัว

  • หมาสงบ: ร่างกายดู “เหลว” ไปกับพื้น (Melting) ท่านอนมักจะตะแคงสะโพก (Hip roll) เล็กน้อย ซึ่งเป็นท่าที่ลุกขึ้นยืนยาก แสดงถึงความไว้วางใจ
  • หมาสิ้นหวัง: ตัวแข็งทื่อ (Rigid) กล้ามเนื้อเกร็งโดยเฉพาะบริเวณกรามและคอ ท่านอนมักเป็นท่า Sphinx (หมอบแตพร้อมลุก) หรือถ้านอนตะแคง ขาจะเหยียดเกร็ง ไม่ผ่อนคลาย เมื่อถูกสัมผัสจะรู้สึกตึงมือ

3. การหายใจ

  • หมาสงบ: หายใจลึก ช้า สม่ำเสมอ ลงไปถึงท้อง
  • หมาสิ้นหวัง:
    • Panting: หอบหายใจถี่ๆ ทั้งที่ไม่ได้ร้อน ลิ้นอาจม้วนเป็นรูปช้อน (Spatulate tongue)
    • Breath Holding: กลั้นหายใจเป็นช่วงๆ นิ่งเงียบผิดปกติ
    • Closed Mouth: ปิดปากแน่น มุมปากเกร็งดึงไปด้านหลัง (Grimace)

การฝึกผิดวิธีทำให้หมา “ชัตดาวน์”

ทำไมหมาถึงเข้าสู่ภาวะสิ้นหวัง? คำตอบมักอยู่ที่ “วิธีการฝึก” ที่หลายที่ใช้

1. Flooding (การท่วมท้นด้วยสิ่งเร้า)

การพาหมาที่กลัวคนไปเดินกลางตลาดนัด แล้วเห็นว่าหมาหยุดดิ้นและเดินตามต้อยๆ เราอาจคิดว่า “เห็นไหม เขาชินแล้ว”

ความเป็นจริง: หมาไม่ได้ชิน แต่สมองรับความเครียดไม่ไหวจนตัดระบบ (Circuit Breaker trips) หมาเรียนรู้ว่าดิ้นรนไปก็หนีไม่ได้ จึงเข้าสู่โหมดแกล้งตาย นี่คือระเบิดเวลา เพราะความกลัวไม่ได้หายไปไหน มันแค่ถูกกดทับรอวันระเบิด

2. การใช้บทลงโทษที่คาดเดาไม่ได้

งานวิจัยยืนยันว่า ความเครียดที่เลวร้ายที่สุดไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่คือ “การควบคุมไม่ได้” (Uncontrollability)

หากหมาโดนดุ หรือโดนกระตุกสายจูงถี่ ๆ โดยไม่เข้าใจสาเหตุที่แน่ชัด หรือโดนลงโทษไม่ว่าจะทำตัวอย่างไร (เช่น เรียกมาหาแล้วดุ) สมองส่วนหน้าจะหยุดทำงาน และเข้าสู่โหมดสิ้นหวังทันที

ที่น่าเศร้าคือการฝึกให้หมานิ่งด้วยวิธีการลงโทษรัว ๆ โดยคาดเดาไม่ได้ผ่านการกระตุกสาย การใช้ปลอกคอหนาม/ปลอกคอไฟฟ้า หรือการลงโทษด้วยรูปแบบอื่น ๆ หนึ่งในวิธีการฝึกที่ได้รับความนิยมเพราะทำให้หมา “นิ่ง” ได้ แต่วิธีการเหล่านี้สุดท้ายได้หมาที่เหี่ยวเฉา นิ่งเป็นหุ่นยนต์ และความเครียดสูงตลอดเวลา ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมรุนแรงที่ไม่มีสัญญาณเตือนได้ง่าย โดยเฉพาะการกัดโดยไม่ขู่ก่อน

3. การ “คอย” (Stay) vs. การอยู่อย่างสงบ (Settle)

  • Stay: คือการสั่งให้ “แช่แข็งร่างกาย” หมาอาจจะนิ่งแต่ในใจกำลังนับวินาทีรอคำสั่งปลดปล่อย (Active inhibition) ระดับความตื่นตัวอาจยังสูงปรี๊ด
  • Settled: คือการสอนให้หมา “เปลี่ยนสภาวะอารมณ์” (Emotional Shift) เป้าหมายไม่ใช่แค่ห้ามขยับ แต่คือการหายใจออกและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

สร้าง “ความสงบที่แท้จริง” ด้วยการคืนอำนาจให้หมา

ทางแก้ไม่ใช่การบังคับให้นิ่ง แต่คือการคืนอำนาจ (Agency) ให้หมาได้รู้สึกว่าตนเองมีทางเลือก

1. Decompression Walks & Sniffari (เดินดมบำบัด)

หมาที่เครียดสะสมไม่สามารถเรียนรู้ความสงบได้ เราต้องลดระดับ Cortisol ในเลือดก่อน วิธีที่ดีที่สุดคือ “Sniffari”

  • ใช้สายจูงยาว (3-5 เมตร) ในที่เงียบสงบ
  • ปล่อยให้หมาเป็นผู้นำทาง
  • กฎเหล็ก: ให้ดมทุกอย่างที่อยากดม การดมกลิ่นช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและกระตุ้นสมองส่วนความพึงพอใจ

2. Protocol for Relaxation (ของ Dr. Karen Overall)

ต่างจากการสั่ง “คอย” แบบเดิมๆ โปรแกรมนี้ฝึกให้หมานอนบนเบาะแล้วหายใจลึกๆ ขณะที่เราทำสิ่งรบกวน (ตบมือ, เดินไปมา) โดยหมา ไม่ต้อง เกร็งตัวรอคำสั่ง

  • ถ้าหมาลุกขึ้น? ไม่มีการดุ แค่พาเริ่มใหม่ในจุดที่ง่ายกว่า
  • เป้าหมายคือสอนให้หมามองสิ่งรบกวนแล้วคิดว่า “อ๋อ ก็แค่เสียงดัง ฉันนอนต่อดีกว่า” ไม่ใช่ “ฉันอยากจะไปดูแต่ไปไม่ได้”

3. Start Buttons (ปุ่มกดเริ่มเกม)

เปลี่ยนหมาจากการเป็น “ผู้ถูกกระทำ” เป็น “ผู้สั่งการ”

  • ตัวอย่าง: ในการตัดเล็บ แทนที่จะจับล็อคตัว เราสอนให้หมาวางคางบนมือเรา (Chin Rest)
  • กติกา: วางคาง = อนุญาตให้ตัดเล็บ / ยกคางออก = หยุดทันที
  • เมื่อหมามั่นใจว่าเขาสั่ง “หยุด” ได้เมื่อไหร่ เขาจะกล้าบอก “เริ่ม” มากขึ้น และความกลัวจะลดลงเพราะเขามีอำนาจควบคุม

4. Nose Work (เกมจมูกวิเศษ)

สำหรับหมาที่สูญเสียความมั่นใจหรือเคยผ่านภาวะสิ้นหวังมา กีฬา K9 Nose Work คือยารักษาชั้นดี เพราะ:

  • มนุษย์ดมกลิ่นไม่ได้ เราจึงต้องพึ่งพาหมา หมาจะกลายเป็นผู้นำ
  • การได้ใช้สัญชาตญาณค้นหาและเจอเป้าหมาย ช่วยกระตุ้นระบบ Dopamine (Seeking System) ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับความกลัว
  • งานวิจัยชี้ว่า หมาที่ได้เล่นเกมดมกลิ่นจะมีทัศนคติมองโลกในแง่ดี (Optimism bias) มากขึ้น

การกู้คืนหมาที่ “พัง” ไปแล้ว

หากเราพบว่าหมาของเรามีอาการของ Learned Helplessness สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “หยุด”

  1. หยุดการฝึกทั้งหมด: เลิกพาไปที่ที่น่ากลัว เลิกใช้คำสั่งบังคับ
  2. Cortisol Detox: ให้เวลาหมาพักผ่อนในบ้านเงียบๆ (อาจนานถึง 2 สัปดาห์) เพื่อล้างสารความเครียด
  3. สร้างความมั่นใจทีละนิด (Errorless Learning): เล่นเกมง่ายๆ ที่หมาไม่มีวันทำผิด เช่น วางกล่องเปล่าไว้ หมาเดินไปมองก็ได้รางวัล ดมก็ได้รางวัล เพื่อสอนสมองใหม่ว่า “การกระทำของฉันส่งผลดีเสมอ”

เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อความนุ่ง

หมาที่วิ่งเล่น ดมกลิ่น และกล้าที่จะสื่อสารว่า “หนูไม่ชอบอันนี้” คือหมาที่มีสุขภาพจิตดีกว่าหมาที่นั่งตัวแข็งทื่อในมุมห้อง

ความสงบที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการกดทับ แต่เกิดจากความรู้สึกปลอดภัย (Safety) เมื่อหมารู้สึกปลอดภัย เขาจะเลือกที่จะสงบเองโดยธรรมชาติ หน้าที่ของเราไม่ใช่การเป็นผู้คุมกฎ แต่เป็นผู้สร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Base) ให้เขาได้เรียนรู้ที่จะจัดการกับโลกใบนี้ด้วยตัวเองครับ