Table of Contents

คนมีหมาชอบเรียกหมาตัวอื่นว่า “เพื่อน” กับหมาตัวเอง และหลายคนพยายามให้หมาได้มีเพื่อนหมา หรือพยายามพาหมาไป “เข้าสังคม/ เข้าฝูง” เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับหมา แต่ในความเป็นจริงนั้นโดยธรรมชาติแล้วหมาส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการหมาด้วยกันครับ

หมามีเพื่อนหมาได้ แต่ไม่ใช่ทุกตัวอยากมี

แม้หมาจะสามารถมีเพื่อนหมาได้ และบางตัวอาจจะชอบแต่ความจริงแล้วหมามีระดับความต้องการทางสังคมต่างกัน

  1. Dog Social (หมาสายสังคมจัด): ชอบเล่นกับหมาทุกตัว ไม่ถือสาแม้โดนเล่นแรง กลุ่มนี้มักเป็นลูกหมา แต่เป็นส่วนน้อยของหมาโต (ประมาณ 10%)
  2. Dog Tolerant (หมาที่ทนต่อสังคมได้): เข้ากับหมาส่วนใหญ่ได้ สุภาพ ไม่หาเรื่อง แต่ไม่ได้โหยหาการเล่นตลอดเวลา นี่คือกลุ่มประชากรส่วนใหญ่
  3. Dog Selective (หมาที่เลือกสังคม): มีเพื่อนเฉพาะกลุ่มที่ถูกใจ (เช่น ชอบเฉพาะหมาตัวเล็ก) ไม่ชอบหมาไม่มีมารยาท กลุ่มนี้มีจำนวนมากพอๆ กับกลุ่ม Tolerant
  4. Dog Aggressive (หมาที่ไวกับหมาอื่น): ไม่ต้องการปฏิสัมพันธ์กับหมาอื่น อาจเกิดจากความกลัว หรือพันธุกรรม

เมื่อหมาโตขึ้น (พ้นวัยเด็ก 2-3 ปี) เป็นเรื่องปกติทางชีวภาพที่จะขยับจากกลุ่ม “Social” มาเป็น “Selective” มากขึ้น การที่หมาเราเริ่มไม่สนใจหมาอื่นที่สวนสาธารณะ ไม่ได้แปลว่าเขามีปัญหา แต่แค่แปลว่าเขา “โตเป็นผู้ใหญ่” แล้ว

กับดักของคำว่า “Socialization” (การเข้าสังคม)

เมื่อหมาเริ่มโตขึ้น และเลือกสังคมมากขึ้น หลายคนอาจจะตกใจและพยายามแก้ปัญหาโดยพาไปเจอหมาเยอะๆ เพราะคิดว่าหมาเข้าสังคมไม่เป็น แต่ในทางพฤติกรรมศาสตร์ ต้องแยกแยะสองคำนี้:

  1. Socialization (การเรียนรู้ทางสังคม): กระบวนการวัยเด็ก (3-14 สัปดาห์) ที่ลูกหมาเรียนรู้ว่าโลกมีอะไรบ้าง เป้าหมายคือให้รู้สึก “เฉยๆ” และ “ปลอดภัย” กับสิ่งรอบตัว
  2. Socializing (การไปสังสรรค์): การพาหมาไปวิ่งเล่นคลุกคลีกับหมาอื่น

สำหรับหมาโตที่เลือกสังคมนั้น การบังคับให้ไปเจอเพื่อน (Force Socializing) มักทำให้สถานการณ์แย่ลง เพราะเขาถูกบังคับให้ต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ ส่งผลให้จากแค่ไม่ชอบเฉย ๆ เขาอาจพัฒนาไปเป็นความกลัว และความก้าวร้าวได้เมื่อถูกบังคับเยอะ ๆ

หมาที่ทักษะทางสังคมดี ไม่ใช่หมาที่พร้อมเล่นกับหมาทุกตัวที่เจอ แต่คือหมาที่เดินผ่านหมาอื่นได้อย่างสงบ ไม่เห่าหู่และไม่ตื่นตระหนก โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปดมก้นหรือวิ่งเล่น (หมาที่ต้องเข้าไปเล่นให้ได้นั้นก็เป็นหมาที่ขาดทักษะทางสังคมอีกรูปแบบ) การวางตัวเป็นกลางคือเป้าหมายสูงสุด

หมาวิวัฒนาการมาเพื่อเป็นเพื่อนกับมนุษย์

หมาป่าซึ่งเป็นบรรพบุรษของหมาบ้านเรานั้นเป็นสัตว์ที่ จำเป็น ต้องอยู่รวมเป็นฝูง (Obligate Social) การล่าเหยื่อใหญ่และการเลี้ยงลูกต้องอาศัยความร่วมมือ หากหมาป่าอยู่ตัวเดียว โอกาสรอดชีวิตจะต่ำมาก และเรามักมีภาพจำว่าหมาเราก็มีความต้องการแบบนั้น

แต่หมาบ้านนั้นไม่ใช่สัตว์นักล่าเหมือนหมาป่า หมาบ้านวิวัฒนาการมาจนกลายเป็นสัตว์ที่กินของเหลือจากมนุษย์ นั่นทำให้การล่าเป็นทีมไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไป จนทำให้การอยู่เป็นฝูงนั้นไม่ใช่เรื่องจำเป็น เหลือเป็นเพียงทางเลือกที่หมาสามารถเอนจอยได้ แต่ไม่จำเป็น

ในขณะเดียวกันงานวิจัยที่ใช้แบบทดสอบ “Strange Situation Test” พบว่าเมื่อหมาเจอสถานการณ์น่ากลัวหรือเครียด พวกเขาจะวิ่งหาเจ้าของเพื่อความอุ่นใจ ไม่ใช่หมาตัวอื่น สิ่งนี้ยืนยันว่า สำหรับหมาแล้วมนุษย์สำคัญกว่า

จะเห็นได้ว่าสมองของหมาในปัจจุบันนั้นไม่ได้ถูกโปรแกรมมาให้รู้สึก “กลัวตาย” เมื่อหมาป่าเวลาต้องห่างจากหมาตัวอื่น ตราบใดที่ยังมีแหล่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่สำคัญกว่า นั่นคือ “มนุษย์”

ตอบโจทย์ความสุขหมาในฐานะมนุษย์

ไม่ว่าเราจะเลี้ยงหมาตัวเดียว หรือหมาเราไม่ชอบหมา เราไม่ต้องกังวลว่าเขาจะเหงา ตราบใดที่เราสามารถตอบสนองสัญชาตญาณพื้นฐานเขาได้ผ่านการเล่น และใช้เวลาด้วยกันกับกิจกรรมที่หมาเราเอนจอยหมาเราก็จะมีความสุขได้เต็มที่แล้ว มากกว่าหมาที่เล่นแต่กับหมาโดยที่เจ้าของไม่มีเวลาเล่นด้วยอย่างมหาศาลเลย

ท้ายที่สุดแล้ว เราคือโลกทั้งใบของหมา การมีเขามีเราเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด เข้าใจธรรมชาติ และเคารพพื้นที่ส่วนตัว นั่นคือสิ่งที่ “ดีที่สุด” ที่หมาตัวหนึ่งจะได้รับแล้วครับ