Table of Contents

เราทุกคนต่างเคยมีวันแย่ ๆ วันที่ตื่นสายรีบไปทำงานจนกาแฟหกใส่เสื้อ ระหว่างทางรถเสีย กว่าจะถึงออฟฟิศ เรื่องแย่ ๆ ที่สะสมก็อาจทำให้แค่การแซวเบา ๆ จากเพื่อนร่วมงานกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างไม่สมเหตุสมผล “ฟางเส้นสุดท้าย” ทางด้านอารมณ์ในลักษณะแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับมนุษย์เท่านั้น หมาของเรานั้นต้องรับมือกับความเครียดสะสมแบบนี้ตลอดเวลา

การสะสมความเครียดในหมา (Trigger Stacking)   

พฤติกรรมที่รุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันของหมาส่วนใหญ่นั้นจริง ๆ แล้วมักจะเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของความเครียดที่ค่อยๆ ทับถมกันตลอดทั้งวันหรืออาจจะหลายวัน ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ตามปกติแล้วมนุษย์เรารับรู้และปล่อยผ่านไป แต่หมารับรู้มากกว่าเรา ปล่อยผ่านได้ยากกว่า และขีดจำกัดต่ำกว่าเรา ทำให้ความเครียดสะสมเกิดขึ้นกับหมาได้ง่าย และรุนแรงกว่ามนุษย์เรามาก

Trigger Stacking เมื่อถังความอดทนระเบิด

ลองจินตนาการว่าสุนัขของคุณมีถังน้ำอยู่ใบหนึ่ง ทุกครั้งที่เขาเจอ สิ่งกระตุ้น” (Trigger) หรือปัจจัยความเครียดเล็กๆ น้อยๆ (Micro-stressor) ก็เหมือนกับการเติมน้ำลงไปในถังทีละแก้ว หรือทีละหยดตามระดับตัวกระตุ้น โดยสิ่งกระตุ้นเหล่านี้อาจเป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่เรื่องที่เห็นได้ชัดไปจนถึงเรื่องเล็กน้อยที่คนมองข้าม :   

  • สิ่งกระตุ้นที่ชัด ๆ : เรารู้กันว่าเสียงฟ้าร้อง พลุ เสียงเครื่องดูดฝุ่น และเสียงเห่าของสุนัขข้างบ้าน เป็นเสียงที่กระตุ้นความเครียดในหมาได้ หรือการเห็นสุนัขตัวอื่น คนแปลกหน้า จักรยาน หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในบ้านก็ต่อความอดทนหมาโดยรวม
  • สิ่งกระตุ้นจากในร่างกายเขาเอง: ความเจ็บปวดต่าง ๆ ที่ไม่แสดงออก หรืออาการป่วยก็เป็นสิ่งที่เติมความเครียดให้เขาอย่างต่อเนื่อง
  • สิ่งกระตุ้นทางอารมณ์: ความเปลี่ยนแปลงในบ้านที่รับมือไม่ได้ ความเครียดจากการอยู่บ้านคนเดียว ความเบื่อ หรือแม้แต่การเล่นอย่างเข้มข้นเป็นเวลานานก็เติมความเครียดได้
  • ตัวเสริมความเครียดเล็ก ๆ น้อย ๆ (Micro-stressor) แต่นอกจากสัญญาณชัด ๆ เหล่านี้แล้ว Micro-stressor เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ส่งผลกับหมาได้เมื่อรวมกันมาก ๆ เช่น เสียงพัดลม คอยล์ร้อนแอร์ หมาที่เห่าอยู่หน้าปากซอยที่เราไม่ได้ยิน กลิ่นสเปรย์ปรับอากาศ หรือขยะที่ห่างออกไปเป็นกิโล หมาที่เลี้ยงด้วยกันกวนทั้งวัน เสียงประตู เสียงออดที่ดังบ่อย ๆ หลังวันที่ 9 เดือน 9 สิ่งเหล่านี้แม้เล็กน้อยมาก ๆ และหมาก็ไม่ได้ตอบสนองอะไร แต่ก็สร้างความเครียดสะสมเล็ก ๆ น้อย ๆได้เช่นกัน    

หมาใช้เวลาค่อนข้างนานในการปล่อยผ่านความเครียดเหล่านี้และเมื่อสิ่งกระตุ้นเหล่านี้เกิดขึ้นติดต่อกัน ระดับน้ำในถังจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เกินจะรับได้ ณ จุดนี้ แม้เจอสิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย ก็จะกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายและออกมาเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การเห่า การพุ่งเข้าใส่ หรือแม้กระทั่งการกัด

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังปฏิกิริยา: ร่างกายและสมองภายใต้ความเครียด

เมื่อสุนัขเผชิญกับสิ่งกระตุ้น ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะ “สู้หรือหนี” (Fight-or-Flight) และหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่างอะดรีนาลีนและคอร์ติซอลออกมา ฮอร์โมนเหล่านี้จะเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคาม   

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แม้สิ่งกระตุ้นจะหายไปแล้ว อาจต้องใช้เวลานานถึง 24-72 ชั่วโมง กว่าที่ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลในร่างกายจะลดลงกลับสู่สภาวะปกติ ในช่วงเวลานี้ สุนัขจะยังคงอยู่ในช่วงเวลาตึง ๆ ที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเป็นพิเศษ เป็นเหตุผลทางชีววิทยาว่าทำไมหมาที่เพิ่งกลับจากคลินิกสัตวแพทย์ หรือที่รับฝากเลี้ยงอาจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อสุนัขตัวอื่นไปอีก 1-2 วันทั้งที่ปกติไม่เคยเป็น   

เมื่อระบายออกได้น้อยกว่าระดับเข้าเป็นเวลานาน ๆ จะเกิดเป็นความเครียดเรื้อรัง ความเครียดที่ต่อเนื่องสามารถเปลี่ยนโครงสร้างสมองส่วนที่สำคัญต่อการเรียนรู้และความจำ (ฮิปโปแคมปัส) ให้มีขนาดเล็กลง และขยายสมองส่วนที่ควบคุมความกลัว (อะมิกดาลา) ให้ทำงานหนักขึ้นขึ้น ส่งผลให้หมาเรียนรู้ได้ช้าลง หวาดระแวงง่ายขึ้น และจัดการความเครียดได้ยากขึ้น ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้นนอกจากนั้นความเครียดเรื้อรังยังส่งผลเสียต่อสุขภาพกายโดยตรง เช่น ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เกิดปัญหาในระบบทางเดินอาหาร และโรคผิวหนัง   

ช่วยหมาจากความเครียดได้ยังไง

หัวใจสำคัญในการรับมือกับภาวะเครียดสะสมคือการป้องกันเชิงรุก โดยยึดหลัก “จัดการก่อนแล้วค่อยฝึก”

จัดการก่อน

  • รู้จักหมาตัเอง: สังเกตว่าอะไรคือสิ่งกระตุ้นของเขา และเรียนรู้การอ่าน “ภาษากาย” ของหมา คอยสังเกตสัญญาณความเครียดระยะเริ่มต้น ซึ่งมักเป็นสัญญาณที่ละเอียดอ่อน เช่น การหาว (ทั้งที่ไม่ง่วง) การเลียจมูก การหันหน้าหนี หรือตาขาวที่ปรากฏชัด (Whale eye) การรับรู้สัญญาณเหล่านี้และพาหมาออกจากสถานการณ์ได้ทัน จะช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย   
  • ควบคุมสิ่งแวดล้อม: พยายามลดการเผชิญหน้ากับสิ่งกระตุ้นโดยไม่จำเป็นให้ได้มากที่สุด เช่น หากหมาไม่ชอบหมาตัวอื่น ให้เลือกเดินในเวลาและสถานที่ที่เงียบสงบ หากเขากลัวคนแปลกหน้า ให้จัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยในบ้านเมื่อมีแขกมาเยี่ยม   
  • หากิจกรรมผ่อนคลายให้: หลังจากเจอเหตุการณ์ที่ตึงเครียด หมาต้องการเวลาและกิจกรรมที่เหมาะสมเพื่อช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด กิจกรรมที่ช่วยให้สุนัขสงบลงได้ดี ได้แก่ การดมกลิ่น การแทะการเลีย และที่สำคัญที่สุดคือการนอนให้พอ (18 ชั่วโมงสสำหรับหมาเด็ก และ 15 ชั่วโมงสำหรับหมาโต)
  • อย่าลงโทษสัญญาณเตือน: การลงโทษหมาเมื่อเขาคำรามหรือแยกเขี้ยว เป็นสิ่งที่อันตรายมาก เพราะมันคือการสอนให้เขาข้ามสัญญาณเตือน และเป็นการสร้างหมาที่กัดเลยโดยไม่บอกกล่าว

ฝึกการจัดการความเครียด

เมื่อเราเอาความเครียดลงได้แล้ว และชีวิตประจำวันของหมาไม่เครียดหมา ต่อไปคือการเริ่มสร้างภูมิต้านทานทางอารมณ์ให้เขาในระยะยาว โดยการฝึกจะได้ผลก็ต่อเมื่อสุนัขอยู่ในสภาวะที่สงบและพร้อมจะเรียนรู้เท่านั้น เพราะการเรียนรู้ใด ๆ ก็ตามนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นในภาวะเครียดได้ โดยการฝึกที่เราทำได้เช่น

  • Desensitization & Counter-conditioning เป็นเทคนิคการบำบัดความกลัวโดยการให้สุนัขเผชิญหน้ากับสิ่งกระตุ้นในระดับที่เบาบางมากๆ (เช่น เห็นสุนัขตัวอื่นในระยะไกล) แล้วจับคู่กับสิ่งที่เขาชอบมาก (เช่น ขนมอร่อยๆ) เมื่อทำซ้ำๆ สุนัขจะเรียนรู้ว่าการเห็นสิ่งกระตุ้นนั้นเป็นสัญญาณของเรื่องดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น และค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ขึ้นช้า ๆ การฝึกนี้ค่อนข้างใช้ความอดทน และความละเอียดอ่อน หากทำพลาดอาจทำให้อาการแย่ลงได้ หากสนใจแนะนำให้อ่านรายละเอียดและขั้นตอนก่อนเริ่มทำ
  • ฝึกความสงบ (Calmness) และ การมองโลกในแง่ดี (Optimism) ให้หมาจัดการอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้นและอยู่ในสภาวะสงบได้ง่ายขึ้น ควบคู่กับการมองโลกในแง่ดี การฝึกทั้ง 2 หัวข้ออ่านรายละเอียดได้ที่ ฝึกความสงบ (Calmness) และ ารมองโลกในแง่ดี (Optimism)