Table of Contents

หลายคนอาจจะเคยเจอปรากฏการณ์ที่หมารู้ได้ล่วงหน้าว่าเรากำลังกลับ ทั้ง ๆ ที่รถเรายังห่างออกไปเป็นกิโลเมตร และก็ไม่ได้กลับบ้านเวลาเดิมด้วย พฤติกรรมที่เหมือนพลังจิตของหมานี้เกิดจากการประมวลผลข้อมูลในสมองที่ซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์เราจะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง วันนี้มาดูกันครับว่าหมารู้ได้ยังไงว่าเราใกล้จะถึงบ้านแล้ว และ “เขารู้ล่วงหน้าได้ไกลแค่ไหน”

เสียงเพลงของการกลับบ้าน

ถึงการ “ได้ยิน” ของมนุษย์เรามักจำกัดอยู่แค่เสียงในช่วงความถี่แคบๆ แต่สำหรับหมาโลกของเสียงคือแผนที่สามมิติที่มีความละเอียดสูงและครอบคลุมระยะทางไกลมหาศาล

ในขณะที่หูของมนุษย์มีกล้ามเนื้อควบคุมเพียง 6 มัด หูของสุนัขถูกควบคุมด้วยกล้ามเนื้ออย่างน้อย 18 มัด ซึ่งทำให้พวกมันสามารถขยับใบหู (Pinna) แต่ละข้างได้อย่างอิสระ หมุนได้รอบทิศทาง และปรับองศาเพื่อ “โฟกัส” ไปยังแหล่งกำเนิดเสียงที่เฉพาะเจาะจงได้เหมือนจานรับสัญญาณดาวเทียม  ความสามารถในการปรับทิศทางนี้ช่วยให้หมาระบุพิกัดของวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ เช่น รถยนต์ ได้แม่นยำกว่ามนุษย์หลายเท่า

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “ช่วงความถี่” (Frequency Range) มนุษย์โดยทั่วไปได้ยินเสียงในช่วง 20 Hz ถึง 20,000 Hz แต่สุนัขสามารถรับรู้คลื่นเสียงได้กว้างกว่ามาก ตั้งแต่ความถี่ต่ำลึกระดับ 40-67 Hz ไปจนถึงความถี่สูงระดับอัลตราโซนิกที่ 45,000 – 60,000 Hz และนั่นรวมไปถึงเสียงของ “เครื่องยนต์รถ”

ลักษณะเฉพาะของเสียงรถยนต์ (Acoustic Fingerprint)

รถผ่านหน้าบ้านวันละเป็นร้อยคัน หมารู้ได้ไงว่าคันไหนรถเรา ? คำตอบคือ รถแต่ละคันมี “ลายเซ็นเสียง” ที่เป็นเอกลักษณ์เหมือนลายนิ้วมือ ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบที่มนุษย์ไม่ได้ยิน แต่ชัดเจนมากสำหรับหมา:

  1. เสียงบดถนนของยาง : นี่คือเสียงที่ดังที่สุดสำหรับหมาในระยะไกล การเสียดสีระหว่างดอกยางกับพื้นถนนสร้างคลื่นเสียงที่มีความถี่สูงและซับซ้อน งานวิจัยพบว่าเสียงนี้มักมีจุดยอดสเปกตรัม (Spectral peak) อยู่ที่ประมาณ 1,000 Hz ซึ่งเป็นช่วงที่หูของสุนัขไวต่อการรับรู้มาก  ชนิดของยาง ความลึกของดอกยาง และน้ำหนักของตัวรถ ทำให้รถของเรามีเสียง “หวีด” ของยางที่แตกต่างจากรถคันอื่น
  2. เสียงเครื่องยนต์และอัลตราซาวด์: เครื่องยนต์สันดาปไม่ได้แค่ส่งเสียง “บรื้น” ในย่านความถี่ต่ำ แต่ชิ้นส่วนโลหะที่ขยับด้วยความเร็วสูง เช่น วาล์ว หรือหัวฉีด ยังสร้างเสียงความถี่สูงระดับอัลตราโซนิก (Ultrasonic noise) ที่มนุษย์ไม่ได้ยิน  แต่หมาสามารถจำแนกจังหวะการขยับ และเสียงเสียดสีของวัสดุเหล่านี้ได้
  3. รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ก็ไม่รอด: แม้มนุษย์เราจะรู้สึกว่ารถ EV เงียบกริบ แต่สำหรับหมา อินเวอร์เตอร์แปลงไฟและมอเตอร์ไฟฟ้ามักปล่อยเสียงหวีดแหลม (High-pitched whine) ออกมา และเมื่อไม่มีเสียงเครื่องยนต์มากลบ เสียงบดถนนของยางรถ EV จะยิ่งเด่นชัดและจำแนกง่ายขึ้นไปอีก

ลำดับเสียงเฉพาะบ้าน

ด้วยเสียงเหล่านี้ประกอบกัน สมองหมาจะเริ่มจดจำรูปแบบของการได้ยินเสียงเหล่านี้ที่เฉพาะเจาะจงของรถเราได้เป็นลำดับเหตุการณ์ทางเสียงที่ส่งสัญญาณบอกหมาว่าเราใกล้ถึงบ้านแล้ว เช่น

  • เมื่อถึงซอยบ้านหมาจะได้ยินเสียงรถที่คุ้นเคยกำลังถอนคันเร่ง (รอบเครื่องตก)
  • ต่อด้วยเสียงผ้าเบรกเสียดสีจานเบรก (ความถี่สูงที่มนุษย์ไม่ได้ยิน)
  • และเสียงยางบดถนนในจังหวะเลี้ยวโค้ง (Tire scrub)

แน่นอนว่าหมาไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนขนาดนั้นครับ แต่ทั้งหมดนี้เป็นการเรียนรู้ผ่านรูปแบบ นั่นหมายถึงเวลาเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นรูปแบบซ้ำ ๆ บ่อย ๆ หมาจะสามารถเข้าใจรูปแบบเหล่านั้นได้เองโดยไม่ต้องอธิบายว่าลำดับมันเป็นยังไง เป็นความเข้าใจที่อธิบายไม่ได้

บ้านแต่ละหลัง รถแต่ละคันมีชุดเสียงที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเกิดรูปแบบขึ้นบ่อย ๆ หมาแต่ละบ้านจะเริ่มเข้าใจรูปแบบของบ้านตัวเอง และชุดเสียงเหล่านี้จะทำงานเหมือนเป็นเสียงเพลงของการกลับบ้าน ที่หมาจะจดจำได้ค่อนข้างแม่นยำ เมื่อเสียงชุดนี้ดังขึ้นที่ปากซอย (ซึ่งอาจจะห่างไปได้ถึง 1.5 กิโลเมตร) หมาจะรู้ทันทีว่ามนุษย์ของเขากลับมาแล้วตั้งแต่ก่อนที่รถจะมาถึงหน้าประตูบ้านจริง ๆ

แต่เสียงก็ไม่ใช่วิธีเดียวที่หมาจะรู้ได้ว่าเรากำลังกลับครับ


กลิ่นของเวลา

การได้ยินคือตัวบ่งบอกระยะว่าเราใกล้ถึงแค่ไหน แต่สิ่งที่บอกหมาว่าเราน่าจะใกล้กลับแล้วและควรเริ่มฟังเสียงให้หมาคือกลิ่น โดยทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับอย่างมากในวงการพฤติกรรมสัตว์คือทฤษฎี “การดมกลิ่นเวลา” (Smelling Time) ของ Dr. Alexandra Horowitz

หมาไม่ได้ดูเวลา แต่ดมความเข้มข้น

สุนัขมีตัวรับกลิ่น (Olfactory receptors) มากถึง 300 ล้านตัว (เทียบกับมนุษย์ที่มีเพียง 5-6 ล้านตัว) และมีสมองส่วนประมวลผลกลิ่นขนาดใหญ่กว่ามนุษย์ถึง 40 เท่า สิ่งนี้ทำให้พวกเขารับรู้โลกผ่านกลิ่นในมิติที่เราจินตนาการยังไงก็ไม่ถึง

ในแต่ละวัน ที่ออกจากบ้านในตอนเช้า กลิ่นของเราจะยังคงฟุ้งกระจายอยู่ในบ้านด้วยความเข้มข้นสูงสุด เมื่อเวลาผ่านไป อากาศจะมีการเคลื่อนไหวและความร้อนจะทำให้โมเลกุลกลิ่นของเรา “จางลง” ในอัตราที่ค่อนข้างคงที่

หมาจะเริ่มเรียนรู้แพทเทิร์นนี้ผ่านประสบการณ์ซ้ำๆ โดย เช่น สำหรับบ้านที่ทำงานประจำหมาจะเริ่มเรียนรู้ว่า “เมื่อกลิ่นของมนุษย์จางลงจนเหลือระดับความเข้มข้นเท่านี้… เขาจะเปิดประตูเข้ามา”

ดังนั้น อาการกระวนกระวายหรือไปนั่งรอที่ประตูในช่วงเย็น ไม่ใช่เพราะหมารู้ว่าเป็นเวลา 18.00 น. แต่เป็นเพราะ “ระดับกลิ่นในบ้าน” ลดลงมาถึงจุดที่สัมพันธ์กับการกลับมาของเรา และเป็นเหตุผลที่บางครั้งหมาดูเหมือนรู้ล่วงหน้าเป็นชั่วโมง แม้ยังไม่มีเสียงรถ เพราะเขามีนาฬิกาในจมูกนั่นแหละครับ


ตัวช่วยเพิ่มเติม: การรับรู้แรงสั่นสะเทือนผ่านอุ้งเท้า

เราน่าจะสังเกตกันว่าหมาชอบนอนเอาคางเกยพื้น หรือนอนราบไปกับพื้น เหตุผลคือนอกจากความเย็นสบายแล้ว ท่าทางนี้ยังทำให้พวกเขาสามารถรับรู้การสั่นสะเทือนของพื้นผิวได้ด้วย

โดยผิวหนัง บริเวณอุ้งเท้า และข้อต่อของหมา เต็มไปด้วยตัวรับความรู้สึกปลายประสาทชนิดพิเศษที่เรียกว่า Pacinian Corpuscles ซึ่งวิวัฒนาการมาเพื่อตรวจจับแรงสั่นสะเทือนความถี่สูง (Vibration) โดยเฉพาะในช่วงความถี่ 60-500 Hz

แรงสั่นสะเทือนถึงมาก่อนเสียง

ตามหลักฟิสิกส์ คลื่นเสียงเดินทางในอากาศด้วยความเร็วประมาณ 343 เมตร/วินาที แต่คลื่นสั่นสะเทือน (Seismic waves) เดินทางผ่านของแข็ง (เช่น ชั้นดิน, คอนกรีตถนน, โครงสร้างตึก) ได้เร็วกว่าและสูญเสียพลังงานน้อยกว่าในบางความถี่ 

เมื่อรถยนต์ที่มีน้ำหนักกว่า 1 ตัน วิ่งบดไปบนถนน แรงสั่นสะเทือนจะถูกส่งถ่ายลงสู่พื้นดิน (Ground-borne vibration) หากบ้านของเราอยู่ในซอยที่เงียบหรือเป็นทาวน์เฮาส์ที่มีโครงสร้างเชื่อมต่อกัน แรงสั่นสะเทือนจากการที่รถเราปีนลูกระนาดที่ปากซอย สามารถเดินทางผ่านโครงสร้างพื้นดินมาถึงตัวบ้านได้

หมาที่นอนเอาคางแนบพื้นจะรับรู้แรงสะเทือนนี้ผ่านกระดูกขากรรไกร (Bone Conduction) เข้าสู่หูชั้นในโดยตรง ทำให้พวกมัน “รู้สึก/ได้ยิน” ถึงการมาของเราได้ก่อนที่จะเขา “ได้ยิน” เสียงเครื่องยนต์ด้วยซ้ำ


หมาสัมผัสได้ แต่หมาเรียนรู้ได้ยังไง ?

คำถามต่อมาคือเรารู้แล้วว่าเสียง กลิ่น แรงสั่นสะเทือนเหล่านี้หมาสัมผัสได้ แต่สมองน้อย ๆ ของหมานั้นหมาปะติดปะต่อมันเข้าด้วยกันได้ยังไง ?

เหตุผลเริ่มต้นจากการที่ว่าการกลับมาของเราคือสิ่งที่หมาตั้งตารอ ซึ่งเมื่อเรากลับมาถึงทุกสิ่งอย่างที่หมารับรู้ก่อนเรามาถึงนั้นจะถูกจดจำ และสร้างแบบแผนโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องอาศัยการคิดคำนวณที่ซับซ้อนแต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นรูปแบบซ้ำ ๆ บ่อย ๆ หมาจะสามารถเข้าใจรูปแบบเหล่านั้นได้เองโดยไม่ต้องอธิบายว่าลำดับมันเป็นยังไง เป็นความเข้าใจที่อธิบายไม่ได้ แต่สามารถทำนายการกลับบ้านของเราได้ถึงระยะประมาณเกือบ 2 กิโลเมตร