Table of Contents

ทำไมฝึกแล้ว พอถึงเวลาต้องใช้จริงกลายเป็นบอกแล้วไม่ทำอยู่ดี ? ออกนอกบ้านยังคงเรียกไม่หัน กระชากสายจูง เห่าใส่ชาวบ้าน แม้แต่การพยายามจะเข้มงวดมากขึ้นก็ไม่ช่วยอะไร ทั้งดุให้ดังขึ้น กระตุกให้แรงขึ้น หรือสั่งให้เยอะขึ้น ก็ไม่ได้ผล

กรณีแบบนี้ผลลัพธ์มักจะเหมือนเดิมครับ คือต่อให้หยุดได้ ก็ได้แค่แป๊บเดียว และบางทีอาจจะแย่ลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะการทำแบบนี้นั้นแก้ปัญหาได้แค่ปลายเหตุ ในขณะที่ต้นเหตุนั้นลึกกว่านั้นครับ


ภูเขาน้ำแข็งของพฤติกรรมหมา

นึกภาพภูเขาน้ำแข็งมีส่วนที่โผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำที่เรามองเห็นได้แค่ 10% ในขณะที่อีก 90% ซ่อนอยู่ใต้น้ำ และพฤติกรรมหมาก็เช่นกัน

🧊 ส่วนที่พ้นน้ำ 10% คือปัญหาที่เรามองเห็นและสัมผัสได้

  • เห่าคนแปลกหน้า
  • ดึงสายจูง
  • การงับมือ งับขา
  • การทำลายข้าวของ
  • การขับถ่ายไม่เป็นที่

เรามักโฟกัสแค่ตรงนี้ เราพยายามหา “วิธีหยุดการเห่า” หรือ “อุปกรณ์กันดึง” พยายามบอกให้หมาทำซ้ำ ๆ ทั้งที่ไม่ได้ผล แต่ทั้งหมดนั้นมักจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะมันเหมือนการพยายาม “ทุบยอดภูเขาน้ำแข็ง” ให้แตก แต่ตราบใดที่ฐานข้างล่างยังคงอยู่ ยอดมันก็จะดันตัวขึ้นมาใหม่เสมอ การพยายามหยุดพฤติกรรมนั้นทำได้แค่กดทับมันไว้ชั่วคราว

🌊 ส่วนที่อยู่ใต้น้ำ 90% คือ ที่มาที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมหมา

  • ความกลัว / ความกังวล: ทำให้เขาเห่าเพื่อไล่สิ่งนั้นไป
  • ความหงุดหงิด : ทำให้เขากัดแทะ หรือร้องโวยวาย
  • ความตื่นเต้นเกินขีด : ทำให้เขากระโจน หรือดึงสายจูง
  • การมองโลกในแง่ร้าย : ทำให้เขาระแวงทุกเสียงที่ได้ยิน

นี่คือส่วนขอกระบวนการคิดและอารมณ์ของหมาที่ถ้าเราอยากแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เราต้องจัดการในส่วนนี้ครับ เช่น ฝึกลดความกลัว สร้างความมั่นใจ ฝึกให้เมินสิ่งรบกวน ฝึกให้ใจเย็น โดยการฝึกที่เน้นการทำงานกับกระบวนการความคิดและอารมณ์หมา เราเรียกมันว่าการฝึก Mindset ครับ


สมองสองส่วน — กลไกการทำงานของสวิตช์

เพื่อให้เข้าใจว่าฐานภูเขาน้ำแข็งทำงานยังไง เราต้องรู้จักสมองทั้ง 2 ส่วนของหมาก่อน คือ

1. สมองส่วนคิด (The Thinking Brain) มีหน้าที่เรียนรู้เหตุผล จดจำคำสั่ง และควบคุมตัวเอง เวลาฝึกในบ้านที่เงียบสงบ สมองส่วนคิด กำลังทำงาน

2. สมองส่วนตอบสนอง (The Reacting Brain) ทำงานเมื่อรับรู้ว่ากำลังอยู่ในอันตราย กระตุ้นสัญชาตญาณการเอาตัวรอด 4Fs: Fight (สู้), Flight (หนี), Freeze (นิ่ง), Fool Around (ทำตัวตลก)

เมื่อ ความตื่นตัว (Arousal) สูงขึ้น (เช่น เจอแมว หรือเสียงพลุ) … สมองส่วนตอบสนองจะยึดอำนาจมาจากสมองส่วนคิดเต็มรูปแบบทำให้หมา “หูดับ” ครับ นั่นหมายความว่าในสภาวะนี้หมาไม่ได้ไม่อยากฟัง หรือดื้อ แต่สมองส่วนที่ใช้ฟัง ปิดทำการไปแล้วสนิท

การฝึก Mindset คือการฝึกให้สมองส่วนส่วนความคิดแข็งแรงขึ้นในด้านต่าง ๆ และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีแม้มีการกระตุ้นมาก ๆ


ตัวอย่างการฝึก Mindsets

การฝึกรูปแบบนี้มีการแบ่งด้านต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับแต่ละที่ แต่สำหรับ Dogology นั้นเราแบ่งเป็นทั้งหมด 16 ด้าน แต่วันนี้ผมขอยกตัวอย่าง 4 ด้านที่เราเน้นเป็นพื้นฐานครับ

1. Calmness (ความสงบ) — “พื้นฐานของทุกอย่าง”

  • คืออะไร: ความสามารถของจิตใจในการ “รักษาสมดุล” และผ่อนคลายได้เอง แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน
  • อาการเมื่อบกพร่อง: หมาเห่าพร่ำเพรื่อ, อยู่ไม่สุข, เดินวนไปมา, หรือกัดแทะทำลายของ ส่วนใหญ่เกิดจาก “ฐานไม่แน่น” คือขาดความสงบ ทำให้สมองส่วนตอบสนอง (Reacting Brain) เข้าครอบงำได้ง่าย
  • วิธีสร้าง (How to): ฝึก Active Rest ให้เขามีช่วงเวลา “ไม่ทำอะไรเลย” อย่างมีคุณภาพในกรงหรือเบาะที่ปลอดภัย และคอยให้รางวัลเงียบๆ เมื่อเห็นเขาผ่อนคลาย (Capture Calmness) … สอนให้รู้ว่า “การอยู่เฉยๆ นั้นทำให้พ่อแม่ภูมิใจ!”

2. Optimism (การมองโลกในแง่ดี) — “เกราะป้องกันความกลัว”

  • คืออะไร: ความเชื่อมั่นว่า “โลกนี้ปลอดภัย” และ “ความไม่แน่นอน = โอกาสที่ดี”
  • อาการเมื่อบกพร่อง: หมาขี้ระแวง มองทุกอย่างเป็นภัยคุกคาม (เสียงกริ่ง = โจร, คนแปลกหน้า = ศัตรู) นำไปสู่ความก้าวร้าวจากความกลัว ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่อันตราย
  • วิธีสร้าง (How to): ใช้หลักการโลกคือตู้เย็น! … ทุกครั้งที่มีของตก หรือเสียงดัง ให้ตามด้วยขนม! … เปลี่ยนสมองเขาให้เชื่อมโยงทุกสิ่งอย่างบนโลกกับประสบการณ์ดี ๆ

3. Proximity (ความใกล้ชิด) — “ความสัมพันธ์ที่จับต้องได้”

  • คืออะไร: ความรู้สึกของสุนัขที่ว่า “พื้นที่รอบตัวเจ้าของ คือที่ที่ดีและปลอดภัยที่สุดในโลก” (เหมือนสัญญาณ Wifi ที่แรงที่สุดอยู่ตรงนี้)
  • อาการเมื่อบกพร่อง: เรียกไม่มา, วิ่งเตลิด, ดึงสายจูง … เพราะเขามองว่า “ความสนุกอยู่ที่อื่น” ไม่ใช่อยู่ที่ “เรา”
  • วิธีสร้าง (How to): เลิกให้รางวัลไกลตัวเพียงอย่างเดียว (เช่น การโยนบอลไปไกลๆ ซ้ำๆ) แต่เพิ่มการเล่นเกมที่รางวัลเกิดขึ้น “ใกล้ตัวเรา” (ไม่เกิน 1 เมตร) … เพื่อทำให้เขารู้ว่า ยิ่งเข้าใกล้ ยิ่งมีของดี ยิ่งออกห่าง ยิ่งอด

4. Disengagement (การปล่อยวาง) — “ศิลปะแห่งการเมิน”

  • คืออะไร: ความสามารถในการเพิกเฉยหรือปล่วยวางจากสิ่งเร้าได้ด้วยตัวเอง
  • อาการเมื่อบกพร่อง: จ้องตาเขม็งใส่หมาอื่น, วิ่งไล่แมว, หรือหมกมุ่นกับการดมกลิ่นจนไม่สนใจอะไรอีกแล้ว คือหมาที่กำลังหมกมุ่นสิ่งเร้าและถอนตัวไม่ขึ้น
  • วิธีสร้าง (How to): ฝึกให้รางวัลเมื่อเขาหันหนีจากสิ่งที่สนใจ จับจังหวะที่หมาเลือก “เมิน”แล้วหันกลับมองเรา ให้รางวัลใหญ่ทันที

การฝึก Mindset ไม่มีคำว่าสายเกินไป

“หมาแก่ฝึกยาก” เป็นเรื่องที่เหลวไหล วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยืนยันเรื่อง Neuroplasticity (ความยืดหยุ่นของสมอง) หมายความว่าทุกครั้งที่เราฝึก Mindset ซึ่งมักจะถูกออกแบบมาเป็นเกมสมองหมาจะเกิดการจัดเรียงตัวใหม่ได้ตลอดทุกช่วงอายุ

  • พฤติกรรมแย่ๆ คือ “ถนนเส้นเดิม” ที่สมองหมาอาจจะขับเป็นประจำ
  • การฝึก Mindset คือการสอนให้เขาลองขับบน “ถนนเส้นใหม่” ที่ดีกว่า

ทำซ้ำๆ ถนนเส้นใหม่จะกว้างขึ้น สะดวกขึ้น จนวันหนึ่งเขาจะเลือกวิ่งเส้นทางนี้โดยอัตโนมัติ
(เช่น เจอเสียงพลุ แทนที่จะเห่า (ทางเดิม) เขากลับวิ่งมานอนที่เบาะอย่างสงบ (ทางใหม่) เพราะเขารู้สึกปลอดภัย) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงอายุ

การฝึกหมาให้คิดเป็นคืออะไร

กุญแจสำคัญของการปรับพฤติกรรมหมาให้ได้จริง ๆ ไม่ใช่การพยายามควบคุมพฤติกรรมภายนอกที่เรามองเห็น แต่คือการลงไปจัดการกับกระบวนการคิดและอารมณ์ เช่น การฝึกที่เน้นสร้างความสงบ (Calmness) การมองโลกในแง่ดี (Optimism) และความผูกพัน (Proximity) จะช่วยสร้างเกราะป้องกันให้สมองส่วนคิดแข็งแรงพอที่จะเอาชนะสัญชาตญาณการเอาตัวรอดได้ และไม่ว่าหมาของเราจะอายุเท่าไหร่ สมองของเขาก็พร้อมเรียนรู้ Mindset ใหม่ ๆ ได้เสมอครับ


ทำความรู้จัก 16 Mindset พื้นฐานของหมา

เพราะการฝึก Mindset นั้นทั้งสนุก ปราศจากการทำร้าย และมีประสิทธิภาพมาก ๆ ทาง Dogology จึงพัฒนาเครื่องมือให้เจ้าของได้ประเมิน 16 Mindset พื้นฐานของหมาตัวเองได้ โดยใช้เวลาแค่ 3-5 นาทีเพื่อทำความเข้าใจหมาตัวเองได้ง่ายขึ้น และพัฒนาเขาได้ตรงจุดจริง ๆ