Table of Contents

หลายคนรู้สึกแย่เวลาเห็นหมาตัวเองเดินหนี ‘เพื่อน’ ที่สวนสาธารณะ และอาจจะมีความกดดันที่อยากจะให้หมาเราเป็นมิตรกับทุกคน ถ้าใครกำลังกังวลกับปัญหาเหล่านี้วันนี้ผมอยากชวนมาทำความเข้าใจกันครับว่า การเข้าสังคมแบบที่ดีกับหมานั้นเป็นอย่างไร

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าทำไมการเป็นหมาที่เข้าสังคมเก่งไปซะหมดนั้นไม่ใช่เรื่องจำเป็น และทำไมการพยายามให้หมาได้มีเพื่อนหมานั้นเป็นหนึ่งความหวังดีที่เป็นโทษที่สุดสำหรับหมา


กับดักภาษา: ความเข้าใจผิดระหว่าง “Socialization” และ “Socializing”

จุดเริ่มต้นของปัญหาพฤติกรรมสุนัขจำนวนมาก เกิดจากการตีความคำว่า Socialization ผิดไป

ในทางพฤติกรรมศาสตร์ Socialization (การเรียนรู้ทางสังคม) ไม่ได้หมายถึงการที่ต้องเอาหมาไป “เล่น” หรือ “ทักทาย” (Socializing) กับใครก็ได้ แต่มันคือกระบวนการ “สร้างความคุ้นชิน” (Habituation) ต่อสิ่งเร้าต่างๆ ในโลก เป้าหมายที่แท้จริงของการ Socialization คือการทำให้สุนัขรู้สึกว่าโลกใบนี้ปลอดภัย คาดเดาได้ และไม่มีอะไรต้องกังวล

คำนี้ทำให้เจ้าของ รวมถึงครูฝึกที่ไม่ได้เข้าใจจริง ๆ ส่งเสริมให้หมาต้องเจอเพื่อนเยอะๆ โดยการพยายามบังคับให้หมาเข้าไปดม หรือเล่นกับสุนัขแปลกหน้า ซึ่งผลลัพท์ส่วนใหญ่ที่ออกมานั้นมักจะตรงกันข้าม คือทำให้หมาง่ายต่อการถูกกระตุ้นมากกขึ้น (Sensitization) แทนที่จะเป็นความคุ้นชิน 

ในขณะที่การเรียนรู้ทางสังคม ที่ถูกคือนั้นหมายถึงการที่หมาของเราสามารถเดินผ่านไซเรนรถพยาบาล หรือเดินผ่านหมาตัวอื่นได้โดยไม่ตื่นตระหนก นั่นคือความสำเร็จของการ Socialization ไม่ใช่การที่ต้องวิ่งเข้าไปหา 


ทำไมหมาไม่จำเป็นต้องเพื่อนเยอะ

หากเรามองย้อนกลับไปที่วิวัฒนาการ สุนัขไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นมิตรกับคนแปลกหน้าหรือหมาต่างถิ่นอย่างพร่ำเพรื่อ

สเปกตรัมของการเข้าสังคม (The Sociability Spectrum)

งานวิจัยชี้ว่า พฤติกรรมการเข้าสังคมของสุนัขจะเปลี่ยนไปตามวุฒิภาวะ โดยแบ่งออกเป็น 4 ระดับ :

  1. Dog Social (หมาสายสังคมจัด): ชอบเล่นกับหมาทุกตัว ไม่ถือสาแม้โดนเล่นแรง กลุ่มนี้มักเป็นลูกหมา แต่เป็นส่วนน้อยของหมาโต (ประมาณ 10%)
  2. Dog Tolerant (หมาที่ทนต่อสังคมได้): เข้ากับหมาส่วนใหญ่ได้ สุภาพ ไม่หาเรื่อง แต่ไม่ได้โหยหาการเล่นตลอดเวลา นี่คือกลุ่มประชากรส่วนใหญ่
  3. Dog Selective (หมาที่เลือกสังคม): มีเพื่อนเฉพาะกลุ่มที่ถูกใจ (เช่น ชอบเฉพาะหมาตัวเล็ก) ไม่ชอบหมาไม่มีมารยาท กลุ่มนี้มีจำนวนมากพอๆ กับกลุ่ม Tolerant
  4. Dog Aggressive (หมาที่ไวกับหมาอื่น): ไม่ต้องการปฏิสัมพันธ์กับหมาอื่น อาจเกิดจากความกลัว หรือพันธุกรรม

วุฒิภาวะทางสังคม (Social Maturity)

เจ้าของหลายคนตกใจเมื่อเจ้าตัวที่บ้านที่เคยรักทุกคนตอน 6 เดือน จู่ๆ ก็เริ่มหนีเพื่อนที่สวนสาธารณะตอนอายุ 2 ขวบ สิ่งนี้ไม่ใช่การถดถอยทางสังคมแต่คือธรรมชาติของ การเติบโต (Maturation)

เมื่อสุนัขเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ (อายุ 1.5 – 3 ปี) เคมีในสมองจะเปลี่ยนไป พวกเขาจะรักหวงแหนพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น และมีความอดทนต่อพฤติกรรมที่ “ไร้มารยาท” น้อยลง การที่เราพยายามฝืนธรรมชาติให้หมาโตต้องไปเล่นกับหมาแปลกหน้าเหมือนตอนเป็นเด็ก จึงเป็นการฝืนธรรมชาติและกระตุ้นความเครียดให้เขามองหมาอื่นแย่ลงเรื่อย ๆ


การเข้าสังคมแบบ ‘ชิล ๆ’ คือเป้าหมายที่ดีที่สุด

การเข้าสังคมที่ดีไม่ใช่ความเป็นมิตร เพราะนั่นคือธรรมชาติ แต่ไม่ว่าหมาเราจะมีสไตล์ทางสังคมรูปแบบไหนเวลาที่เขาเจอหมาอื่น นั้นความชิลคือเป้าหมายที่ดีที่สุดครับ

การเข้าสังคมแบบ ‘ชิล ๆ’ คืออะไร?

ความชิลคือการที่หมาเรารับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งเร้า (คน, หมา, แมว, เสียงดัง) แต่เลือกที่จะ “ไม่ใส่ใจ” เลิกที่จะเมิน และจดจ่ออยู่กับเจ้าของ หรือดำเนินกิจกรรมของตัวเองต่อไปอย่างสงบ หมาที่ชิล ๆ ไม่ใช่หมาที่หวาดกลัวหรือซึมเศร้า แต่เป็นหมาที่มีความมั่นคงทางอารมณ์สูงมากพอที่จะรู้ว่า “อ๋อ นั่นก็แค่หมาอีกตัว…”

ประโยชน์ของการฝึกให้ชิล

  1. ความปลอดภัย: ในเมืองที่วุ่นวาย หมาที่พยายามจะลากเจ้าของไปทักทายทุกคนคือหมาที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ทั้งจากรถยนต์ และจากการถูกหมาตัวอื่นกัด 
  2. ลดความเครียด: หมาที่ต้องคอยสแกนหาเพื่อนเล่นหรือตื่นตัวตลอดเวลา จะมีระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) สูง การไม่สนใจช่วยให้สมองของพวกเขาได้พักผ่อน 
  3. ป้องกันปัญหาพฤติกรรม: “หมาเฟรนลี่” ที่ขาดการควบคุมตัวเอง มักเป็นจุดเริ่มต้นของการกลายเป็น “หมาก้าวร้าว” ได้ในที่สุด (จะอธิบายในหัวข้อถัดไป) 

เมื่อความ “เฟรนลี่” กลายเป็น “ความก้าวร้าว”

เจ้าของมักเข้าใจผิดว่าสุหมาที่เห่ากระโชกโฮกฮากเวลาเจอหมา คือหมาดุ แต่ในหลายกรณี มันคืออาการที่ของหมาที่อยากจะเข้าไปทักทาย แต่มีอุปสรรคให้ทำไม่ได้

ความหงุดหงิดจากอุปสรรค (Barrier Frustration)

ถ้าเราปล่อยให้หมาทักทายหมาทุกตัวที่เจอตั้งแต่เด็ก สมองของเขาจะเรียนรู้สมการว่า “เจอหมา = ได้เล่น” และร่างกายจะหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) ออกมาทันทีที่เห็นเป้าหมาย แต่อยู่ ๆ วันหนึ่งเรากำลังรีบเลยตัดสินใจว่าวันนี้ไม่ให้เขาเข้าหาเพื่อน และดึงสายจูงเขาไว้ตอนเขาพยายามจะพุ่งไป ความตื่นเต้นเหล่านั้นนั้นจะเปลี่ยนเป็น “ความหงุดหงิด” (Frustration) พลังงานที่พุ่งพล่านไม่มีทางออก จึงระเบิดออกมาเป็นการเห่า กระโจน หรือหมุนตัวแทน

เมื่อเมื่อเกิดขึ้นบ่อย ๆ จากการที่ได้เข้าหาบ้าง ไม่ได้เข้าหาบ้าง ความหงุดหงิดซ้ำๆ ที่เกิดขึ้น ร่วมกับหลายครั้งเจ้าของเองก็เริ่มหงุดหงิด และเริ่มกระตุกสายจูงจนเจ็บคอทุกครั้งที่เจอหมาอื่น สมองจะเริ่มเปลี่ยนการเชื่อมโยงข้อมูลใหม่ จาก “เจอหมา = สนุก” กลายเป็น “เจอหมา = อึดอัดและเจ็บคอ” การเชื่อมโยงนี้จะทำให้การเห่าไม่ใช่เพื่อจะไปหาอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการเห่าเพื่อให้หมาตัวนั้นหายไป (เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องรู้สึกแย่) นี่คือจุดกำเนิดของ Leash Reactivity หรือความก้าวร้าวขณะใส่สายจูง 


การฝึกการเข้าสังคมแบบ ‘ชิล ๆ’

1. งดทักทายขณะใส่สายจูง

วิธีที่ง่ายและเห็นผลที่สุดคือ หยุดให้หมาทักทายกันขณะใส่สายจูง

  • เหตุผล: สายจูงทำให้หมาหนีไม่ได้ (Flight option removed) หากหมาอีกตัวแสดงพฤติกรรมคุกคาม หมาของเราจะเหลือทางเลือกเดียวคือการสู้ (Fight) นอกจากนี้ สายจูงที่ตึงยังส่งสัญญาณความเครียดไปยังหมาอีกด้วย
  • สิ่งที่ควรทำ: เมื่อเจอหมาอื่น ให้เดินเลี่ยง เดินเป็นวงโค้ง หรือให้เขามาอยู่ตรงกลางระหว่างขาเราเพื่อรอจนกว่าอีกฝ่ายจะผ่านไป การทำแบบนี้จะสอนหมาว่า “การเห็นหมาตัวอื่น ไม่ได้แปลว่าต้องเข้าไปยุ่ง”

2. สอนให้ชอบการไม่ทำอะไรเลย

  • วิธีการ: พาหมาไปนั่งในที่สาธารณะ (เช่น ม้านั่งในสวนที่ห่างไกลผู้คนพอสมควร) และ… ไม่ทำอะไรเลย ไม่ต้องสั่งอะไรเขา ไม่ต้องเล่นกับเขา
  • เป้าหมาย: รอจนกว่าหมาจะเลิกตื่นเต้น เลิกมองซ้ายมองขวา และถอนหายใจหรือนอนลงด้วยความเบื่อ
  • รางวัล: ทันทีที่เขาสงบลง ให้วางขนมลงระหว่างขาเขาเงียบๆ
  • ผลลัพธ์: หมาเรียนรู้ว่านอกบ้านก็ชิลได้นะ

3. เกม DMT (Distraction-Mark-Treat)

สำหรับหมาที่ไวต่อสิ่งเร้า เกมนี้จะช่วยเปลี่ยนสมองจากการใช้อารมณ์ เป็นการใช้ความคิด 

  1. Distraction: เมื่อหมาเรามองไปที่สิ่งเร้า (หมา/คน)
  2. Mark: กดคลิกเกอร์หรือพูด “Yes” ทันที
  3. Treat: ให้ขนม (เป้าหมาย: เปลี่ยนความรู้สึกต่อสิ่งเร้าเป็นแง่บวก)

ความสำเร็จ: เมื่อเราทำบ่อย ๆ เก่งขึ้น ให้รอ 1-2 วินาทีหลังจากที่เขามองสิ่งเร้า ถ้าเขา “หันหน้ากลับมาหาคุณเอง”ให้ Mark แล้วแจกรางวัลใหญ่

ผลลัพธ์: หมาเรียนรู้ว่า “การมองหมาตัวอื่นแล้วหันมามองเรา คุ้มค่ากว่าการเห่าใส่”


6. บทสรุป: ความสุขที่แท้จริงคือความสงบ

การฝึกหมาให้ชิลกับสังคมหมายความว่าเราได้มอบของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดให้กับเขา นั่นคือ “ความมั่นคงทางอารมณ์”

หมาที่ชิลคือหมาที่สามารถไปกับเราได้ทุกที่ นั่งรอที่ร้านกาแฟได้โดยไม่รบกวนใคร เดินสวนกับหมาตัวอื่นได้โดยไม่เกิดเรื่อง และที่สำคัญที่สุด คือหมาที่ไม่มีความเครียดสะสม

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่เห็นหมาเมินเฉยต่อคนแปลกหน้า หรือไม่สนใจหมาที่เดินผ่าน ภูมิใจได้เลยครับว่าเราได้เลี้ยงดูเขาให้เป็นหมาที่มีวุฒิภาวะที่รู้จักกาลเทศะ และมีความสุขกับการได้อยู่กับเราแล้วครับ