Table of Contents

เมื่อก่อนหมาเรารักทุกคน จะวิ่งเข้าไปเล่นกับหมาทุกตัวที่เจอ แต่เดี๋ยวนี้พอเดินเล่นแล้วเห็นหมาตัวอื่นคือไม่ได้เลย ต้องเห่า ต้องกระโจนใส่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

เป็นหนึ่งในปัญหาคลาสสิคที่เกิดขึ้นทั่วโลก และหลายครั้งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความก้าวร้าว (Aggression) ด้วยซ้ำไป และพบบ่อยกับหมาที่เฟรนลี่มากกว่าหมาปกติ และวันนี้เราจะมาทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Barrier Frustration กันครับ


ปัญหาของหมาเฟรนลี่

อาจจะด้วยความที่ยุคนี้เราพยายามจะเลี้ยงหมาให้ไม่ดุ ทำให้หลายคนพยายามพาหมาไปเจอหมาเยอะ ๆ เล่นกับหมาเยอะ ๆ และหลายบ้านก็ประสบความสำเร็จในการสร้างหมาที่เข้าสังคมเก่งมาก ๆ

หมาที่เข้าสังคมเก่งมาก ๆ (Hyper-social) โดยเฉพาะที่ได้ไปวิ่งเล่นในสวนสาธารณะแบบปล่อยสายจูง (Off-leash) บ่อย ๆ ได้ไปเล่นกับหมาอื่นที่ Daycare เป็นประจำ หมากลุ่มนี้มีความสุข และสนุกมาก ๆ เวลาที่เจอหมาตัวอื่น เพราะเขารู้ว่า “หมาอื่น = ได้เล่น”

แม้ทั้งหมดจะฟังดูเป็นเรื่องดี แต่ปัญหาคือสมองของหมากลุ่มนี้ถูกโปรแกรมมาว่า การเจอเพื่อนคือสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อเห็นเป้าหมาย สมองจะหลั่งสาร โดปามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารแห่งความคาดหวังและความสุขออกมาอย่างมหาศาล เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายพุ่งเข้าไปหาเป้าหมายนั้น

แม้หลายครั้งเขาจะได้เล่นกับหมาอื่นแบบปล่อยสายจูง แต่ในชีวิตจริงการออกนอกบ้านนั้นส่วนใหญ่เขาจะต้องอยู่ในสายจูง และบางครั้งเขาก็ไม่สามารถเข้าหาหมาอื่นได้ทันทีอย่างที่หวัง ซึ่งนั่นคือที่หมาของปัญหาที่ทำให้ความคาดหวังกลายเป็นความผิดหวัง และความหงุดหงิด

จริง ๆ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดแค่เพราะหมาเฟรนลี่ (ที่ลำพังแล้วเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ) แต่สาเหตุหลักมาจากการรับมือของเจ้าของเมื่อหมาเจอสังคมจนเกิดเป็น Barrier Frustration ครับ


Barrier Frustration คืออะไร?

Barrier Frustration คือ ภาวะอารมณ์หงุดหงิดที่รุนแรงเมื่อความต้องการในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (เช่น การวิ่งไปทักทายหมา) ถูกขัดขวางโดยสิ่งกีดขวางทางกายภาพ เช่น สายจูง รั้วบ้าน ประตูกระจก หรือหน้าต่างรถ

ในทางจิตวิทยาของสุนัข ความหงุดหงิดนี้แสดงออกมาในพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับความก้าวร้าวแต่ไม่ได้มีเจตนาที่ต้องการ “ทำร้าย” (True Aggression) แต่เป็นการ “ระบาย” (Venting) ความหงุดหงิด

สมมติว่าเราเห็นเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันนานอยู่อีกฝั่งถนน คุณตื่นเต้นมากและกำลังจะวิ่งข้ามไปกอด แต่ทันใดนั้นมีคนมาล็อคแขนคุณไว้แน่น ยิ่งคุณดิ้นรนจะไป คนนั้นยิ่งรัดแน่นขึ้น แน่นอนว่าจากความตื่นเต้นก็จะเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดที่ไปไม่ได้ และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของหมาหลาย ๆ คนในเวลาที่เขาเจอหมาตัวอื่นเวลาที่กำลังเดินเล่นกับเราครับ


วงจรการเปลี่ยนความชอบเป็นความหงุดหงิด

การที่จากหมาเฟรนด์ลี่ค่อย ๆ กลายเป็นเป็นหมาที่ตอบสนองไวและรุนแรงกับหมาอื่นนั้น เป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ เปลี่ยนหมาจากช้า ๆ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เรียกว่า Classical Conditioning (การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก) และ Frustration-Aggression Hypothesis

1. ความคาดหวัง (The Expectation)

หมาเราเห็นหมาตัวอื่น -> สมองหลั่งโดปามีน -> ร่างกายเตรียมพุ่งตัวไปทักทาย -> ความรู้สึก: ตื่นเต้น ดีใจ

2. ถูกขัดขวาง (The Obstruction)

หมาเราเริ่มพุ่งตัว -> สายจูงตึง -> ร่างกายถูกกระชากกลับ หรือเจ็บที่คอ -> ไปหาเป้าหมายไม่ได้ -> ความรู้สึก: สับสน ผิดหวัง หงุดหงิด

3. การเชื่อมโยงเชิงลบ (Negative Conditioning)

เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำๆ (เห็นหมา -> พุ่ง -> เจ็บ/ไปไม่ได้) สมองของหมาจะเริ่มจับคู่เหตุการณ์ใหม่:

  • จากเดิม: เห็นหมา = ได้เล่น (สนุก)
  • เปลี่ยนเป็น: เห็นหมา = ถูกกระชากคอ + ไปไม่ได้ + หงุดหงิดนานวันเข้า เริ่มเชื่อมโยงใหม่ให้การเห็นหมาตัวอื่น กลายเป็นความรู้สึกหงุดหงิดและเจ็บปวดก็เกิดขึ้นทันทีโดยอัตโนมัติ

จากความหงุดหงิดสู่ความก้าวร้าว (Tension-Frustration-Aggression Cycle)

เมื่อหมาเริ่มมีการเชื่อมโยงเชิงลบ สิ่งที่ทำให้พฤติกรรมนี้พัฒนาต่อไป และฝังรากลึก รุนแรงขึ้นคือปฏิกิริยาระหว่างเจ้าของกับเขาผ่านสายจูง

  1. Tension (ความตึงเครียด): เจ้าของเห็นหมาตัวอื่นเดินมา สัญชาตญาณแรกคือ “เกร็ง” และ “ดึงสายจูงให้ตึง” เพื่อเตรียมรับมือ
  2. Opposition Reflex (สัญชาตญาณต้านแรง): สุนัขมีสัญชาตญาณตามธรรมชาติคือ ถ้าถูกดึงไปข้างหลัง เขาจะดึงสวนไปข้างหน้า ยิ่งเจ้าของดึงตึงเท่าไหร่ สุนัขยิ่งพุ่งแรงเท่านั้น
  3. Frustration (ความคับข้องใจ): แรงดึงของสายจูงทำให้สุนัขรู้สึกเหมือนติดกับดัก (Trapped) ความเครียดพุ่งสูงขึ้น
  4. Aggression (การระเบิดอารมณ์): เมื่อความอัดอั้นตันใจถึงขีดสุด หมาต้องระบายออก (Discharge) วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับสุนัขคือการ “แหกปาก” (Barking) และ “กระโจน” (Lunging)

เมื่อหมาของเราเห่าไล่ แล้วหมาอีกตัวเดินผ่านไป (ซึ่งจริงๆ เขาแค่เดินผ่านไปเฉยๆ) สุนัขของเราจะเรียนรู้ว่า “ฉันเห่าไล่ = เขาไป” พฤติกรรมนี้จึงได้รับการเสริมแรง (Reinforced) และจะทำซ้ำอีกในครั้งหน้า


Barrier Frustration หรือหมาดุ?

หมาที่ก้าวร้าวจริง ๆ นั้นหายากมาก ๆ เทียบกับหมาที่ขี้เล่นจนขี้หงุดหงิด หรือหมาที่ตอบสนองไวกับหมาตัวอื่น โดยการแยกแยะให้ออกว่าสุนัขของคุณกำลัง “คับข้องใจ” (อยากเล่นแต่ไปไม่ได้) หรือ “ก้าวร้าว” (อยากโจมตี) เป็นสิ่งสำคัญมากในการแก้ไข

สัญญาณของ Barrier Frustration (หมาขี้เล่นที่หงุดหงิด)

  • ภาษาเป้าหมาย: พยายามจะเข้าหา (ลดระยะห่าง) คือดึงสายจูง ไปหา เป้าหมาย
  • เสียง: เห่าเสียงสูง รัว เร็ว บางครั้งมีเสียงร้องงึดๆ (Whining) ผสม เหมือนเด็กร้องเอาแต่ใจ
  • ท่าทาง: หางอาจจะแกว่ง (แต่อาจจะแกว่งแบบเกร็งๆ), หูตั้งไปข้างหน้า, อาจมีการกระโดดโลดเต้น (Bouncing) หรือหมุนตัว
  • ถ้าปล่อยสายจูง: จะวิ่งเข้าไปดม หรือชวนเล่น (อาจจะเล่นแรงและไร้มารยาท แต่ไม่กัด)

สัญญาณของ Fear/Aggression (หมากลัวหรือดุจริง)

  • ภาษาเป้าหมาย: ต้องการไล่ให้ไปไกลๆ (เพิ่มระยะห่าง)
  • เสียง: เห่าเสียงต่ำ คำรามในลำคอ (Growling) หรือขู่คำราม
  • ท่าทาง: ขนพองสยองเกล้า (Hackles raised), หางจุกก้น หรือชี้ตรงแข็งทื่อ, หูลู่ไปด้านหลัง, เลียริมฝีปาก (Lip licking) หรือเห็นตาขาว (Whale eye) ก่อนที่จะพุ่ง
  • ถ้าปล่อยสายจูง: อาจจะวิ่งหนี หรือพุ่งเข้าไปกัดทันที

การป้องกัน (Prevention): ดีกว่าแก้

สาเหตุหลักของปัญหานี้คือการเข้าสังคมที่ผิดวิธี (Improper Socialization) ในช่วงวัยเด็ก

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า “พาลูกหมาไปเข้าสังคม” คือการพาไปดมและเล่นกับหมาทุกตัวที่เจอ นี่คือการสอนให้สุนัขคาดหวังว่า “หมาทุกตัว = ของเล่นของฉัน” และท้ายที่สุดคือทำให้หมาหงุดหงิด และก้าวร้าวเมื่อมีบางครั้งที่เขาเข้าหาหมาอื่นไม่ได้

วิธีที่ถูกต้องคือ “Neutral Socialization” (การเข้าสังคมแบบเฉย ๆ) คือ พาหมาไปเดินในที่ที่มีหมาตัวอื่น แต่อยู่ในระยะห่างที่พอดี หรือเดินผ่านโดย ไม่ต้องเข้าไปทัก เพื่อสอนบทเรียนสำคัญว่า “การเห็นหมาตัวอื่น ไม่ได้แปลว่าจะได้เล่นด้วยเสมอไป” นี่คือการสร้างความอดทนต่อความผิดหวัง (Frustration Tolerance) และการเมินเฉย (Disengagement) ตั้งแต่เด็ก


การฝึกเพื่อแก้ไขและป้องกัน

การแก้ไข Barrier Frustration ต้องใช้เวลาและความอดทน โดยมีหลักการคือ “เปลี่ยนอารมณ์ ไม่ใช่การลงโทษ” การกระตุกสายจูง ดุ หรือตี เมื่อสุนัขเห่า จะยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดและความเครียด ทำให้เขายิ่งเกลียดการเจอหมาตัวอื่นมากขึ้น

1. การจัดการ (Management)

ก่อนจะสอนอะไรได้ เราต้องหยุดการทำซ้ำพฤติกรรมแย่ๆ ก่อน

  • ปิดวิสัยทัศน์: หากหมาเห่าคนผ่านรั้วบ้าน ให้หาผ้าใบมาบัง หรือติดสติ๊กเกอร์ฝ้าที่กระจกหน้าต่าง อย่าปล่อยให้เขายืนเห่าได้ทั้งวัน เพราะยิ่งทำยิ่งติดเป็นนิสัย
  • รักษาระยะห่าง: เวลาจูงเดิน อย่าพยายามเดินสวนกับหมาตัวอื่นในระยะประชิด ให้ข้ามถนน หรือหลบเข้าซอย เพื่อรักษาสุนัขให้อยู่ในภาวะที่รับมือได้เสมอ

2. เทคนิค Distraction-Mark-Treat (DMT)

เป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่ายทั้งกับลูกหมาที่มาใหม่ และหมาที่มีความขี้หงุดหงิดกับหมาอยู่แล้ว วิธีการคือเราจะเปลี่ยนความหมายของ “หมาตัวอื่น” ในหัวสมองสุนัขจากการได้เล่น หรือน่าหงุดหงิด ให้เป็นการเมิน และสนใจเจ้าของ

  • โจทย์: หมาตัวอื่น = อาหารจากเจ้าของ
  • วิธีทำ:
    1. พาหมาไปในที่ที่เห็นหมาตัวอื่นได้ในระยะไกลๆ (ระยะที่เขายังไม่เห่า)
    2. ทันทีที่เขา “มองเห็น” หมาตัวอื่น ให้พูดชม (เช่น “Yes!”) แล้วยัดขนมอร่อยๆ เข้าปากทันที
    3. ป้อนขนมรัวๆ ตราบใดที่เขายังมองเห็นหมาตัวนั้นอยู่
    4. เมื่อหมาตัวนั้นเดินลับสายตาไป ให้หยุดป้อนทันที
  • ผลลัพธ์: หมาจะเริ่มเรียนรู้ว่า “เฮ้ย! เจอหมาอยู่ใกล้ ๆ เจ้าของไว้ เดี๋ยวขนมมา” แทนที่จะหงุดหงิด หมาจะเริ่มหันมามองหน้าเจ้าของเพื่อทวงขนมแทน

เมื่อหมาเริ่มเชื่อมโยงได้แล้ว เราสามารถฝึกให้เป็นระบบมากขึ้นด้วยครับ:

  1. สุนัขมองเป้าหมาย (Distraction)
  2. สุนัขหันกลับมามองเจ้าของ (Disengage)
  3. เจ้าของชม แล้วให้รางวัลเกมนี้สอนทักษะการ “ปล่อยวาง (Disengagement)” และการควบคุมตนเอง (Self Control) ซึ่งเป็นสิ่งที่หมา Barrier Frustration และลูกหมาส่วนใหญ่

สรุปว่าด้วยเรื่อง Barrier Frustration

Barrier Frustration เป็นปัญหาที่น่าเห็นใจสำหรับทั้งหมา และเจ้าของ เพราะมักเกิดขึ้นกับหมาที่แค่อยากทักทายหมาอื่น แต่จัดการกับอารมณ์ผิดหวังไม่เป็น และถูกสถานการณ์บีบคั้น

กุญแจสำคัญของการแก้ปัญหาไม่ใช่การบังคับให้เขาหยุดเห่า แต่คือการช่วยให้เขา “รู้สึกดีและสงบ” เมื่ออยู่ต่อหน้าสิ่งเร้า การเปลี่ยนจาก “ต้องไปหาเขาให้ได้!” เป็น “มีหมามา เดี๋ยวแม่จะให้ขนม” คือเป้าหมายในการแก้ปัญหาสำหรับหมากลุ่มนี้

และในการแก้ปัญหานี้จะมีทั้งวันที่ดีและวันที่แย่ แต่เราเข้าใจที่มาที่ไปของปัญหา และใจเย็นพอที่จะนำทางเขาผ่านความหงุดหงิด คุณจะได้หมาที่เดินกับเราได้อย่างสบายใจ และที่สำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขาจะเปลี่ยนไป เพราะเราไม่ต้องพยายามเป็น “ผู้คุม” ที่คอยกระตุกสายจูงอีกต่อไป แต่จะได้เริ่มต้นการ “เดินด้วยกัน” สักที