Table of Contents

การกอดหมาคือความสุขอย่างนึงของเจ้าของ แต่ความจริงที่น่าเจ็บปวดคือหมาส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบการแสดงความรักในแบบของมนุษย์เรา เจ้าของหลายคนน่าจะเจอกับการกอดแล้วหมาแสดงความอึดอัด พยายามหนี หรือส่งสัญญาณความเครียดออกมาแต่สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเขาไม่รัก แต่เป็นความแตกต่างด้านวัฒนธรรมซะมากกว่า

ภาษารักตามธรรมชาติของหมา

  • การพิงหรือทิ้งน้ำหนักตัว: การที่หมามายืนพิงหรือทิ้งน้ำหนักตัวใส่เรา คือการแสดงความไว้วางใจระดับเดียวกันกับการกอดเต็มฟอดของมนุษย์เรา
  • การใช้จมูกดุน: เป็นการเรียกร้องความสนใจและต้องการสัมผัสอย่างใกล้ชิด   
  • การเดินตาม: สัญชาตญาณสัตว์สังคมทำให้สุนัขเดินตามเจ้าของไปทุกที่ เพื่อแสดงความรู้สึกดีที่ได้อยู่ใกล้   
  • การสบตาอย่างอ่อนโยน: การสบตาแบบนุ่มนวล (ต่างจากการจ้องเขม็งที่เป็นภาษาของการจะมีเรื่องในหมา) ระหว่างคนกับหมาสามารถกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือ “ฮอร์โมนแห่งความผูกพัน” ได้ในทั้งสองฝ่าย สร้างสายใยรักที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้   
  • การเลีย: พฤติกรรมที่ตกทอดมาตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข การเลียเจ้าของในบางรูปแบบสามารถจัดได้ว่าเป็นการแสดงความรักและสร้างความผูกพัน   
  • การนอนหงายเปิดพุง: เป็นสัญญาณของความไว้วางใจและความผ่อนคลายขั้นสูงสุด ในสถานการณ์ที่ผ่อนคลายกับเจ้าของที่ไว้ใจ ท่าทางนี้คือการเปิดเผยส่วนที่เปราะบางที่สุดเพื่อแสดงความสบายใจและอาจเป็นการเชื้อเชิญให้สัมผัส แต่ในท่านี้ต้องดูบริบทโดยรวม เพราะในสถานการณ์ที่ตึงเครียด ท่าทางเดียวกันนี้อาจเป็นสัญญาณของการยอมจำนนเพื่อลดความขัดแย้งได้เช่นกัน   
  • การคาบของเล่นมาให้: เป็นการแสดงความไว้วางใจอย่างสูง หมาที่มีสัญชาติญาณการหวงของโดยธรรมชาติ กำลังแบ่งปันของรักของหวงกับให้เรา โดยอาจเป็นส่วนหนึ่งของการเชื้อเชิญให้เล่นด้วยกัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมสำคัญในการสร้างความผูกพัน   

ความแตกต่างระหว่างภาษารักของมนุษย์กับหมา

ภาษารักของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 2 ขา มักเกี่ยวข้องกับการ “จำกัดการเคลื่อนไหว” เช่น การกอดรัด ในขณะที่ภาษารักของหมาและสัตว​์เลี้ยงลูกด้วยนม 4 ขาจะยังคง “อิสระในการเคลื่อนไหว” ไว้ ในโลกของหมา การถูกจำกัดการเคลื่อนไหวหรือการที่มีอีกฝ่ายเข้ามาประชิดตัวในลักษณะที่ครอบงำ (เช่น การยืนคร่อม) มักถูกตีความว่าเป็นพฤติกรรมที่คุกคามหรือท้าทาย มากกว่าจะเป็นการแสดงความรักฉันมิตร 

เพราะธรรมชาติแล้ว หมาเป็นสัตว์ที่ถูกวิวัฒนาการมาเพื่อการวิ่งกลไกการป้องกันตัวที่สำคัญที่สุดของพวกเขาคือ “สู้หรือหนี” (Fight-or-Flight) การกอดซึ่งเป็นการจำกัดการเคลื่อนไหว คือการตัดทางเลือก “หนี” ของเขาไป ทำให้หมารู้สึกเหมือนติดกับ นั่นทำให้โดยสัญชาตญาณแล้วการกอดสำหรับหมาส่วนใหญ่มักกระตุ้นความเครียดและความวิตกกังวล   

เมื่อเราอดไม่ได้ที่จะกอด: ทำไมหมาบางตัวชอบให้กอดได้ ?

จะเห็นได้ว่าหมาไม่ชอบให้กอดนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติของหมาที่เราต้องเข้าใจ และแสดงความรักในแบบที่เขาชอบเช่น การเกา และลูบให้มากขึ้นแทน

อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถเปลี่ยนสัญชาตญาณความเป็นไพรเมตของมนุษย์ได้ และในบางบ้านการที่หมาโดนกอดอาจจะเลี่ยงได้ยาก เช่น บ้านที่มีเด็ก หรือญาติบางคนอาจจะไม่ยอมฟังที่เราห้าม สิ่งที่เราทำได้เช่นกันก็คือการสอนให้หมา “เรียนรู้” ที่จะมีความสุขกับการแสดงความรักในแบบของมนุษย์ครับ

เชื่อมภาษาให้เข้าใจตรงกันด้วย Classical Conditioning

แม้โดยธรรมชาติแล้วหมามักจะเริ่มต้นด้วยความไม่ชอบให้กอด แต่หลายครั้งเรามักจะเห็นหมาเรียนรู้ที่จะชอบการกอดจากมนุษย์ ไม่ว่าจากการเรียนรู้โดยบังเอิญ หรือตั้งใจหลักการที่ส่งผลให้หมาชอบการกอดมาขึ้นได้เรียกว่า Classical Conditioning ของ Ivan Pavlov โดยกระบวนการนี้คือการจับคู่สิ่งที่หมาไม่เข้าใจ (การกอด) กับสิ่งที่หมาชอบโดยธรรมชาติ (เช่น ขนมอ) ซ้ำๆ จนในที่สุดสุนัขจะเรียนรู้ว่า “การกอด” เป็นสัญญาณที่นำไปสู่ “สิ่งดีๆ”   

  • ก่อนการเรียนรู้: การกอด (ไม่ดี) → หมารู้สึกเครียด/ไม่สนใจ
  • ระหว่างการเรียนรู้: การกอด (ไม่ดี) + ขนม (ดี) → หมารู้สึกดีใจ
  • หลังการเรียนรู้: การกอด (ไม่ดี → หมารู้สึกดีใจและคาดหวัง

ด้วยหลักการเดียวกันนี้หมาหลายตัวเรียนรู้โดยบังเอิญจากการที่เจ้าของกอดแล้วเจ้าแสดงท่าทางมีความสุข ซึ่งสำหรับหมาแล้วนับเป็นเรื่องดีได้ด้วย ทำให้หมาเริ่มมองการกอดเป็นสิ่งดีไปด้วย เมื่อทำแบบนี้จะสามารถเปลี่ยนการกอดจะเปลี่ยนจากสัญญาณของการคุกคามไปเป็นสัญญาณว่าสิ่งดี ๆ กำลังจะมา

การเปลี่ยนแปลงในสมอง: จากคอร์ติซอลสู่โดพามีน

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในระดับพฤติกรรม แต่ยังลึกลงไปถึงระดับสารสื่อประสาทในสมอง

  • ภาวะดั้งเดิม (ความเครียด): การกอดที่ไม่คุ้นเคยจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่ง คอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคาม   
  • การสร้างความผูกพัน: การสัมผัสที่อ่อนโยนและการสบตา จะกระตุ้นการหลั่ง ออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความรักและความผูกพัน ช่วยลดความเครียดและสร้างสายสัมพันธ์   
  • การเรียนรู้ที่จะมีความสุข: เมื่อสุนัขเรียนรู้ผ่านการวางเงื่อนไขว่าการกอดนำมาซึ่งสิ่งดี สมองของเขาจะเริ่มหลั่ง โดพามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทแห่งความสุขและความคาดหวัง เมื่อทำบ่อย ๆ การกอดจึงกลายเป็นสิ่งที่กระตุ้นความสุขได้ด้วยตัวเอง แต่ก็จะยังไม่ได้กระตุ้น Oxytocin ได้ในรูปแบบเดียวกับสัมผัสที่หมาชอบตามธรรมชาติ   

ข้อจำกัด: วิธีนี้ไม่ได้ใช้ได้กับหมาทุกตัว

  • สายพันธุ์: หมาสายพันธุ์ที่มักถูกเพาะมาสำหรับการเลี้ยงเป็นเพื่อนเช่น หมาทอยส่วนใหญ่ มักจะยอมรับการกอดได้ง่ายกว่าหมาสายพันธ์ทำงาน
  • นิสัยและประสบการณ์ส่วนตัว: หมาแต่ละตัวมีนิสัยที่แตกต่างกัน ทั้งจากนิสัยส่วนตัว และประสบการณ์ หมาที่เคยมีประสบการณ์เลวร้ายหรือถูกทอดทิ้งอาจเรียนรู้ที่จะชอบการกอดได้ยากเป็นพิเศษ   
  • อิทธิพลของเจ้าของ: ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของและสุนัขเป็นสิ่งสำคัญ เจ้าของที่ใจเย็นและช่างสังเกตจะประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่า  

วิธีการเปลี่ยนความรู้สึกของหมาต่อการกอดอย่างเป็นระบบ

เราสามารถใช้เทคนิคที่เรียกว่า Desensitization and Counterconditioning ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ   

  1. ทดสอบความยินยอม (Consent Test): เริ่มจากการลูบหมา 2-3 วินาที แล้วหยุด สังเกตว่าหมาเข้ามาขอให้ลูบต่อ หรือเดินหนีไป เพื่อที่เราจะเรียนรู้ขีดจำกัดหมาในปัจจุบันตอนนี้ว่าเขาเอนจอยการสัมผัสในระดับไหน   
  2. เริ่มจากการสัมผัสเบาๆ: เริ่มต้นการเรียนรู้ด้วยการสัมผัสในบริเวณที่หมาสบายใจ เช่น หน้าอกหรือหัวไหล่ เป็นเวลา 1 วินาที แล้วให้ขนมทันที ทำซ้ำๆ หมาจะเรียนรู้ว่าการสัมผัส=ขนม   
  3. แยกส่วนประกอบของ “การกอด”: ค่อยๆ เพิ่มระดับความท้าทายทีละขั้น และให้ขนมทุกครั้งที่สุนัขยังรู้สึกผ่อนคลาย
    • ยื่นแขนออกไป ใกล้ๆ แต่ยังไม่สัมผัสตัว แล้วให้ขนม
    • ใช้แขนข้างเดียวแตะหลังเบาๆ แล้วให้ขนม
    • วางแขนข้างเดียวพาดบนหลัง โดยไม่ใช้แรงกด แล้วให้ขนม
    • ใช้แขนสองข้างโอบรอบตัวหลวมๆ โดยไม่กดหรือรัด แล้วให้ขนม   
  4. ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาและแรงกด: เมื่อสุนัขรู้สึกสบายใจกับท่าโอบหลวมๆ แล้ว ให้ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาจาก 1 วินาที เป็น 2, 3 วินาที จากนั้นค่อยๆ เพิ่มแรงกดเบาๆ ทีละน้อย   
  5. สังเกตภาษากายเสมอ: สังเกตความสบายใจของหมาผ่านการทำ Consent test ในข้อ 1 ตลอดกระบวนการ ถ้าหมาแสดงสัญญาณความเครียดแม้เพียงเล็กน้อย ให้ถอยกลับไปขั้นตอนก่อนหน้าที่เขายังรู้สึกสบายใจ และเริ่มใหม่ให้ช้าลง   

จะเห็นได้ว่านอกจากการกอดแล้วกระบวนการนี้ยังช่วยให้หมาชอบการสัมผัสมากขึ้นด้วย หัวใจสำคัญคือความอดทน การให้เกียรติ และการฟัง “ภาษา” ของเขา การสอนให้หมาเรียนรู้ที่จะรักการกอดเป็นการเรียนรู้ภาษาระหว่างเรากับหมา ซึ่งจำเป็นต่อความสุขเขา เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตามเขาก็อาศัยอยู่ในโลกมนุษย์ที่การสัมผัสในแบบของมนุษย์สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การที่หมาสามารถที่จะมีความสุข หรือแม้แต่แค่ทนได้จะช่วยให้เขาใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นด้วยครับ

มาเคลียร์ความสับสน แล้วมาเริ่มต้นเลี้ยงหมาอย่างมั่นใจไปกับคอร์ส Dogology 101

สมัครเลย